
ทำความรู้จัก 'ค่าเงิน' ปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุน
ธนกฤต ศรันกิตติภัทร CFP(R)ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนกลุ่มลูกค้าบุคคลพิเศษ อาวุโสธนาคารกสิกรไทยหลายปีที่ผ่านมา "ค่าเงิน" จะมีความสำคัญในวงจำกัด ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก ส่วนการลงทุนยังคงเน้นลงทุนในประเทศเป็นหลัก จึงยังไม่ได้รับผลกระทบจาก "ค่าเงิน" มากนัก แต่ปัจจุบันกลับมีความสำคัญมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ค่าเงิน" หรือภาษาที่เป็นทางการเรียกว่า "อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ" เรามาทำความรู้จักกันว่าทำไม "ค่าเงิน" จึงมีอิทธิพลและเป็นปัจจัยสำคัญ ใน 2 มิติกันครับ
ธนกฤต ศรันกิตติภัทร CFP(R)ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนกลุ่มลูกค้าบุคคลพิเศษ อาวุโสธนาคารกสิกรไทย
หลายปีที่ผ่านมา "ค่าเงิน" จะมีความสำคัญในวงจำกัด ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออก ส่วนการลงทุนยังคงเน้นลงทุนในประเทศเป็นหลัก จึงยังไม่ได้รับผลกระทบจาก "ค่าเงิน" มากนัก แต่ปัจจุบันกลับมีความสำคัญมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ค่าเงิน" หรือภาษาที่เป็นทางการเรียกว่า "อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ" เรามาทำความรู้จักกันว่าทำไม "ค่าเงิน" จึงมีอิทธิพลและเป็นปัจจัยสำคัญ ใน 2 มิติกันครับ
1.มิติด้านเศรษฐกิจ :
อิทธิพลของค่าเงินที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ ภาพที่ชัดเจนมากก็คือ การนำเข้า-ส่งออก และการท่องเที่ยว
. การนำเข้า เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการนำเข้าสินค้า หรือวัตถุดิบจากนอกประเทศ หากค่าเงินของประเทศนั้น "แข็งค่า" เทียบกับคู่ค้า ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ในราคาถูกลง หรือใช้เงินเท่าเดิมซื้อสินค้าได้มากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนต่ำ ก็สามารถทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นได้
. การส่งออก จะตรงข้ามกับการนำเข้า เพราะการส่งออกต้องการให้ค่าเงินของประเทศ "อ่อนค่า" เทียบกับคู่ค้าและคู่แข่ง เพราะจะทำให้สินค้าราคาถูกลงกว่าปกติเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ยอดขายเพิ่ม ขณะที่ลูกค้าใช้เงินเท่าเดิม สามารถซื้อสินค้าได้ปริมาณที่เยอะขึ้น ก็จะส่งผลไปถึงรายได้และกำไรได้เช่นเดียวกัน หากเป็นบริษัทที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศและผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ต้องอาศัยความสามารถในการบริหาร "ค่าเงิน" อย่างมาก เพราะจะกระทบทั้งต้นทุนและรายได้ของบริษัท
. การท่องเที่ยว อีกหนึ่งสินค้าหรือบริการที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ไปหาลูกค้าได้เหมือนสินค้าทั่วไป แต่ก็ได้รับผลกระทบจาก "ค่าเงิน" เช่นเดียวกัน ประเทศที่เน้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ต้องการให้ค่าเงินของประเทศ "อ่อนค่า" เทียบกับค่าเงินของประเทศนักท่องเที่ยว เพราะจะทำให้นักท่องเที่ยวมีต้นทุนการท่องเที่ยวถูกลงโดยใช้เงินเท่าเดิม เกิดการจับจ่ายใช้สอยในประเทศเพิ่มขึ้น กระตุ้นการบริโภคในประเทศได้อีกทาง
ข้อสังเกต หลายประเทศต้องการให้ค่าเงินของประเทศ "อ่อนค่า" เทียบกับคู่ค้าและคู่แข่ง เพื่อประโยชน์ต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบบเศรษฐกิจในการขับเคลื่อนประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ประเทศในกลุ่มยุโรป รวมถึงไทย
2.มิติด้านการลงทุน :
นอกจากมิติด้านเศรษฐกิจแล้ว มิติด้านการลงทุน ก็เป็นอีกหนึ่งมิติที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน การลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศอาจจะมาในรูป การลงทุนโดยตรง เช่น การตั้งบริษัท การร่วมทุน หรือการลงทุนโดยอ้อม เช่น การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ เป็นต้น
เมื่อนักลงทุนเลือกประเทศเป้าหมายที่ต้องการลงทุนจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจแล้ว ก็จะพิจารณาค่าเงินประกอบเสมอ หากค่าเงินของประเทศที่ต้องการลงทุน "อ่อนค่า" เทียบกับสกุลเงินของนักลงทุน ก็จะตัดสินใจเข้าลงทุน เนื่องจากสามารถเข้าลงทุนได้ต้นทุนที่ต่ำลง และเมื่อระยะเวลาผ่านไป ผลตอบแทนจากการลงทุนงอกเงยขึ้น นักลงทุนก็ต้องการให้ค่าเงินของประเทศที่ลงทุนอยู่ "แข็งค่า" เทียบกับสกุลเงินของนักลงทุน
เมื่อได้รับผลตอบแทน หรือกำไรจากการลงทุน แลกกลับเป็นสกุลเงินของนักลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มอีก ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า "กำไรสองต่อ" คือได้ผลตอบแทนจากการลงทุนและกำไรจากค่าเงินด้วย แต่หากเกิดการวิเคราะห์ผิดทาง เกิดผลตรงข้าม เช่น เข้าลงทุนแล้วเกิดการขาดทุน และค่าเงินของประเทศที่ลงทุนกลับ "อ่อนค่า" เทียบกับสกุลเงินของนักลงทุน เมื่อแลกกลับเป็นสกุลเงินของนักลงทุนก็จะเกิดการขาดทุนเพิ่มอีก ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า "ขาดทุนสองต่อ" คือผลตอบแทนจากการลงทุนติดลบและขาดทุนจากค่าเงิน
ข้อสังเกต ปัจจุบันนักลงทุนต่างประเทศจะแสวงหาผลตอบแทนส่วนเพิ่มจาก "ค่าเงิน" เช่นนักลงทุนจากฝั่งอเมริกา และยุโรป ที่มาลงทุนในภูมิภาคเอเชีย
แล้ว "ค่าเงิน" จะ "อ่อนค่า" หรือ "แข็งค่า" จากปัจจัยอะไรบ้าง โดยสรุป 4 ปัจจัยสำคัญ คือ
1.การเติบโตทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจประเทศใดขยายตัวต่อเนื่อง ก็จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
2.อัตราดอกเบี้ย เมื่อประเทศใดมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่อ้างอิงดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวสูงขึ้นด้วย จะเกิดการโยกย้ายเงินลงทุนจากประเทศที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า
3.การเมือง เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ หากประเทศใดมีเสถียรภาพทางการเมืองมาก จะทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ นำเงินมาลงทุนเพิ่มมากขึ้น
4.การแทรกแซงของหน่วยงานรัฐ หน่วยงานรัฐของแต่ละประเทศจะพิจารณาความเหมาะสมว่า ค่าเงินของประเทศควรจะอยู่ระดับใด เพื่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจและประเทศ
ตัวอย่างเหตุการณ์ปัจจุบันที่จะกระทบ "ค่าเงิน" คือ การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือการลดขนาดงบดุล โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสำคัญต่างๆ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง "ค่าเงิน" ของประเทศทั่วโลก หรือที่นักลงทุนเรียกว่า ความผันผวนของค่าเงิน
หากผู้ลงทุนที่มีการทำธุรกรรม หรือลงทุนที่ต้องเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ อยากลดความเสี่ยงจากความผันผวนของ "ค่าเงิน" อาจจะพิจารณาทำ "การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน" หรือ "Hedging" กับทางสถาบันการเงินที่เปิดให้บริการ จะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของ "ค่าเงิน" หรือผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ (Foreign Investment Fund หรือ FIF) ก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุนที่มีนโยบาย "ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน" หรือ "Hedging" เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของ "ค่าเงิน" ได้เช่นเดียวกัน
"ค่าเงิน ถ้ารู้วิธีรับมือ เราก็สามารถบริหารจัดการความผันผวนได้"
ขอให้มีความสุขในการลงทุนนะครับ







