
วิกฤตในซอกหลืบ
นันทิยา วรเพชรายุทธปัญหาความรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจาในครั้งนี้ แม้จะมีความรุนแรงมากกว่าการอพยพหนีตายเมื่อปี 2012 ที่เป็นข่าวใหญ่และทำให้โลกได้รู้จักชนกลุ่มน้อยมุสลิมอีกกลุ่มในเมียนมา ทว่างวดนี้กลับไม่เป็นข่าวตามหน้าสื่อโลกเท่าที่ควร
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ปัญหาความรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจาในครั้งนี้ แม้จะมีความรุนแรงมากกว่าการอพยพหนีตายเมื่อปี 2012 ที่เป็นข่าวใหญ่และทำให้โลกได้รู้จักชนกลุ่มน้อยมุสลิมอีกกลุ่มในเมียนมา ทว่างวดนี้กลับไม่เป็นข่าวตามหน้าสื่อโลกเท่าที่ควร
หากไม่มีบรรดาคนดังของโลก เช่น มาลาลา ยูซาฟไซ และสาธุคุณเดสมอนด์ตูตู เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ปี 2014 และปี 1984 ออกมาตำหนิ "อองซานซูจี" ซึ่งจุดประเด็นความ ล้มเหลวของนักสิทธิมนุษยชนที่ไม่สามารถทำอะไรได้หลังเปลี่ยนบทบาทขึ้นมาเป็นนักปกครอง ปัญหาโรฮีนจา ก็อาจเป็นเพียงแค่อีกหนึ่งความรุนแรง ที่เกิดขึ้นในอีกหนึ่งประเทศของโลกนี้ ก็เป็นได้
เพราะจนถึงปัจจุบัน ยังแทบไม่มีหัวหน้ารัฐบาลมหาอำนาจชาติใดที่ออกมาตำหนิหรือกดดันให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งของเมียนมาลุกขึ้นมาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
สหรัฐยังง่วนอยู่กับฤดูเฮอริเคน ที่เข้ามาติดต่อกันหลายลูก แต่ที่สำคัญกว่า ก็คือ รัฐบาลยุคประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สนเรื่องนอกบ้าน ที่ไม่มีประโยชน์กับตัวเอง และไม่ต้องพูดเรื่องผู้อพยพหรือสิทธิประชาชน เพราะแม้แต่ในบ้านตัวเองก็เพิ่งประกาศยกเลิกโครงการคุ้มครองเยาวชนจากครอบครัวผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย (DACA) ไปหมาดๆ
ส่วนยุโรปที่มัววุ่นอยู่กับการเลือกตั้งของตัวเองและเบร็กซิตนั้น ก็มีปัญหา ผู้อพยพของตัวเองหนักเป็นทุนเดิม อยู่แล้ว เพราะหลายประเทศสมาชิก ยังพยายามคัดง้างไม่อยากเปิดบ้านรับ ผู้อพยพเพิ่ม และอียูก็เพิ่งถูกข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกโรงตำหนิเรื่องการรับมือผู้อพยพ ที่ผ่านเข้ามาจากทางลิเบียว่าเป็น "ความล้มเหลว"
จากรายงานล่าสุดขององค์การเพื่อผู้อพยพสากล (ไอโอเอ็ม) พบว่า แม้การอพยพหนีข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผ่านทางยุโรปตะวันออก จะลดลงอย่างมากในปี 2016 หลังจากที่มีการทำข้อตกลงสหภาพยุโรป-ตุรกี แต่ตัวเลข ผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มขึ้น 2.1% ในปี 2017 เมื่อเทียบกับที่เพิ่มขึ้น 1.2% ในปี 2016
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นิกเกอิได้รายงานว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหา โรฮีนจาเงียบกว่าที่ควร ก็เพราะการค้าและการลงทุนมหาศาลของนานาประเทศในเมียนมา ตั้งแต่สหรัฐ ยุโรป จนถึงเอเชีย ทำให้ไม่มีใครอยากจะหาเรื่องทะเลาะกับเมียนมา ที่นับวันมีแต่จะยิ่งลงทุนเพิ่ม และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ ที่สำคัญสู่มหาสมุทรอินเดีย
ยิ่งจีนยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะนอกจากจะมีการลงทุนมหาศาลใน รัฐยะไข่ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษจ๊อกผิ่วเองแล้ว ก็ยังเป็นธรรมเนียมปกติ ของจีนที่ไม่ไปยุ่งเรื่องนอกบ้าน ไม่ว่าจะกรณีใดๆ และไม่ปล่อยให้ใครมายุ่งเรื่องในบ้านตัวเองเช่นกัน กรณีการใช้นโยบายกำปั้นเหล็กต่อชนกลุ่มน้อย ชาวอุยกูร์ในซินเจียง ถือเป็นตัวอย่าง ชั้นดีให้เห็นมาแล้ว
หากไร้ซึ่งมหาอำนาจรายใหญ่ หรือการรวมกลุ่มกันของประชาคมโลก เพื่อกดดันให้เมียนมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ ลำพังเพียงสหประชาชาติ หรือยูเอ็น อาจไม่สามารถกดดันอะไรได้มากนัก โดยเฉพาะเมื่อเมียนมาล็อบบี้ผ่านทางจีนกับรัสเซีย ที่เป็น 2 ใน 5 ชาติสมาชิกถาวรยูเอ็นเอสซี ที่สามารถใช้สิทธิวีโต้ยับยั้งการการกล่าวประณามหรือดำเนินการใดๆ ก็ได้







