
อาเซียนเร่งฟื้น ‘FTA’ กรุยทางค้ายุคยักษ์ป่วน
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์แม้จะมีความน่าดึงดูดในฐานะตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน ทว่าสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ก็ยังต้องเผชิญวิบากกรรมเส้นทางการค้าที่ "ขรุขระ" อยู่เนืองๆ
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
แม้จะมีความน่าดึงดูดในฐานะตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน ทว่าสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ก็ยังต้องเผชิญวิบากกรรมเส้นทางการค้าที่ "ขรุขระ" อยู่เนืองๆ
โดยเฉพาะเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ พยายามยูเทิร์นกลยุทธ์เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน ทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างสิงคโปร์นั่งไม่ติด เนื่องจากสิงคโปร์มีข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) โดยตรงกับสหรัฐ เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ ซึ่งทรัมป์ก็ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวตกอยู่ในห้วงที่ไม่รู้ชะตากรรม ขณะที่การยั่วยุของเกาหลีเหนือก็ทำให้ประเทศที่ค้าขายกับโสมแดงอย่างไทยและฟิลิปปินส์ต้องสะดุ้งเป็นแถบ เมื่อทรัมป์ขู่จะล้มการค้าด้วย
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้นโยบายเศรษฐกิจเป็นชิ้นเป็นอันได้ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และทำให้เงินไหลเข้าหลายประเทศในอาเซียนจนค่าเงินแข็งค่าขึ้น เช่น เงินบาทที่แข็งค่าแล้วราว 8% และริงกิตแข็งค่าไปกว่า 6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นปี โดยแม้จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชากรมากกว่า 600 ล้านคนในอาเซียน แต่ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน เงินยังไม่กระจายไหลเวียนลงสู่ครัวเรือนอย่างแท้จริงนั้น ความได้เปรียบเรื่องกำลังซื้ออาจไม่สามารถชดเชยเรื่องผลกระทบของภาคการส่งออก ที่เป็นหัวใจหลักของประเทศในแถบนี้ได้
เพราะฉะนั้น การขยายตลาดการค้าให้กับชาติอาเซียน จึงเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยให้อาเซียนเดินผ่านถนนอันขรุขระในช่วงนี้ หรือจนกว่าปี 2020 ซึ่งยุติสมัยของรัฐบาลทรัมป์ 1 ไปได้
เมื่อสุดสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านมา อาเซียนได้ข้อสรุปข้อตกลงการค้าเสรีกับฮ่องกง (เอเอชเคเอฟทีเอ) โดยจะครอบคลุมในด้านการค้า เช่น ภาษีนำเข้า กฎแหล่งกำเนิดของสินค้า มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร เป็นต้น รวมถึงครอบคลุมไปถึงภาคบริการ การลงทุน การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา มาตรการจัดการความขัดแย้ง และอื่นๆ ซึ่งยังไม่เปิดเผยรายละเอียดมากนัก
ข้อตกลงดังกล่าวลงนามกันอีกทีในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ หรือในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ตามหลังข้อตกลงในลักษณะเดียวกันกับจีนเมื่อปี 2010
การพยายามหาตลาดใหม่ดังกล่าวมาพร้อมกับการค้าของอาเซียนที่ลดลงเมื่อปีที่ผ่านมา โดยปรับลด 2.28% เป็น 2.22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 73 ล้านล้านบาท) หลังตลาดใหญ่ที่สุดนอกอาเซียนอย่างจีนเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของหลายประเทศในอาเซียนปรับตัวลงเช่นกัน
แม้เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวดีขึ้นกว่าปีก่อน แต่ยังมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวในอนาคตเมื่อยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ท่วมประเทศได้ ซึ่งยังมีศักยภาพมากพอจะกดดันแรงซื้อจากจีนได้ในอนาคต ขณะเดียวกัน จีนก็เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ "ทั้งรักทั้งเกลียด" กับหลายชาติในอาเซียน จากข้อพิพาทดินแดนในทะเลจีนใต้ที่ต่างแสดงกรรมสิทธิ์บนเส้นทางการค้าโลกที่ขนส่งสินค้ามูลค่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 165 ล้านล้านบาท) ในแต่ละปี
ภาวะความไม่แน่นอนในตลาดใหญ่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งสนับสนุนให้อาเซียนเร่งขยายตลาดนอกประเทศ โดยในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา อาเซียนได้จับมือกับสหภาพยุโรป (อียู) ในการกลับมาเปิดการเจรจาการค้าระดับภูมิภาคต่อภูมิภาคอีกครั้งหนึ่ง โดยจากผลสำรวจมุมมองต่อการทำธุรกิจอียู-อาเซียน ประจำปี 2017 พบว่า ธุรกิจยุโรป 55% รู้สึก เสียเปรียบที่ไม่มีข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาคระหว่างกัน
อาเซียนกำลังเป็นตลาดที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก ด้วยประชากรชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายชาติอยากขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้ากับอาเซียน และจะทำให้อาเซียนขยายการเข้าถึงตลาดนอกประเทศที่มีข้อตกลงการค้าอยู่แล้วได้ง่ายขึ้น เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
"แม้อียูจะเริ่มฟื้นกระบวนการเจรจาเอฟทีเอระดับภูมิภาคต่อภูมิภาคกับอาเซียน และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเอฟทีเอระดับทวิภาคี แต่อียูมี คู่แข่งหลายชาติ เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ซึ่งได้ข้อตกลงกับอาเซียน และกำลังขยายความร่วมมือไปยังข้อตกลงการค้าที่ใหญ่กว่าเดิม" รายงานซึ่งจัดทำโดยอียู ระบุ
ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่กรุงมะนิลาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์ใช้โอกาสในการประชุมดังกล่าว พูดคุยกับเกาหลีใต้เพื่อหาช่องทางส่งออกผลไม้ไปยังเกาหลีใต้ให้มากขึ้น ขณะที่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเป็นอีกเรื่องที่สำคัญสำหรับอาเซียนญี่ปุ่นได้นำเสนอความช่วยเหลือต่างๆ ให้กับอาเซียน เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับอี-คอมเมิร์ซ และความช่วยเหลือกับธุรกิจรายใหญ่
การประชุมที่ต้องจับตาสำหรับการขยายตลาดเพิ่มของอาเซียนและการดึงดูดเม็ดเงิน คือ การประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ ระหว่างประเทศในอาเซียนและจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
ก่อนหน้าการประชุมดังกล่าว นิตยสารนิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า ญี่ปุ่นได้เสนอแผนช่วยอาเซียนให้เพิ่มศักยภาพการผลิตและยกระดับระบบการค้าให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยพร้อมจะเปิดทางให้อาเซียนเข้าถึงความรู้ในด้านเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) หุ่นยนต์ และอินเทอร์เน็ต
การให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีดังกล่าว จะทำให้ชาติอาเซียนเพิ่มศักยภาพการผลิตและนวัตกรรมเพียงพอแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในอาร์เซ็ป และเพิ่มโอกาสที่ข้อตกลงดังกล่าวจะสำเร็จได้ง่ายขึ้น หลังที่ผ่านมา ประเด็นด้านความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นทำให้หลายชาติลังเลที่จะเปิดตลาดและเข้าร่วมการค้าเสรี
ไม่ใช่เพียงแค่การค้าภายนอกภูมิภาคเท่านั้น ในการประชุมที่ผ่านอาเซียนยังพยายามจะเพิ่มการค้าระหว่างภูมิภาคที่ปรับลดลงไปราว 106 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,498 ล้านบาท) เมื่อปี 2016 จากปี 2015 ไปอยู่ที่ 5.1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 16 ล้านล้านบาท)
ล่าสุดนิกเกอิรายงานว่า อาเซียนตกลงที่จะลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีให้มากขึ้น โดยจากรายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประเมินว่า อาเซียนมีมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีมากถึง 6,000 ชนิดในปี 2015 เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากปี 2000 ซึ่งอุปสรรคการค้าดังกล่าวขัดขวางการทำธุรกิจกับภูมิภาค
การค้าและการดูดเม็ดเงินลงทุนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอาเซียน และอาเซียนจำเป็นต้องหาทางกรุยเส้นทางการค้าที่พร้อมจะพาภูมิภาคให้เดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในยุคสมัยที่การปกป้องการค้ากลายเป็นประเด็นร้อน โดยเฉพาะจากฝั่งสหรัฐ n







