
สิ้นยุครถน้ำมัน
นันทิยา วรเพชรายุทธจีนกำลังจะกลายเป็นอีกประเทศหนึ่งที่กำลังจะกำหนดเป้าหมายยุติการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันทั้งหมด ภายในทศวรรษหน้านี้ ตามรอยหลายประเทศในยุโรปที่ทยอยประกาศกันไปแล้วก่อนหน้า เช่น ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร
นันทิยา วรเพชรายุทธ
จีนกำลังจะกลายเป็นอีกประเทศหนึ่งที่กำลังจะกำหนดเป้าหมายยุติการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันทั้งหมด ภายในทศวรรษหน้านี้ ตามรอยหลายประเทศในยุโรปที่ทยอยประกาศกันไปแล้วก่อนหน้า เช่น ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร
เมื่อตลาดรถยนต์รายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลกออกตัวมาเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้อนาคตของวงการยานยนต์ยุคใหม่ยิ่งขยับมาใกล้ชัดเจนมากขึ้นว่า ภายใน 10 ปีที่จะถึงนี้ รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปแบบเพียวๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล จะทยอยปิดฉากไปจากโรงงานผลิตและโชว์รูมรถ เปิดทางให้รถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ขึ้นมา ตั้งแต่เครื่องยนต์ไฮบริด เครื่องยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และรถพลังงานไฮโดรเจน
บรรดาค่ายรถยนต์ต่างๆ ในขณะนี้นับว่าปรับตัวกันไปรวดเร็วพอตัวในตลาดใหม่ที่ยังไม่มีใครครองความเป็นผู้นำได้อย่างเบ็ดเสร็จในปัจจุบัน หากดูจากเฉพาะยอดขายก็ต้องบอกว่า นิสสัน ลีฟ นำไปมากกว่าใครจากการเปิดตัวเร็วกว่าชาวบ้านหลายปี จนกระทั่งเทสล่า อิงค์ จากสหรัฐ เริ่มตีตื้นขึ้นมาเร็วในช่วงหลัง หันไปดูค่ายรถเยอรมันยังปรับตัวค่อนข้างช้าจากวิกฤตโกงไอเสียรถดีเซลในช่วงที่ผ่านมา ส่วนค่ายญี่ปุ่นยังดูไม่ออกว่าจะไปทางเดียวกันหรือไม่ และจะไปเครื่องอีวี หรือพลังงานไฮโดรเจน
แต่ในขณะที่โลกกำลังทยอยปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ไปอย่างรวดเร็วนั้น ค่อนข้างน่าเป็นห่วงว่าไทยเราเองที่ถือเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย โดยมีอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญนั้น จะปรับตัวรับได้เร็วพอแค่ไหน
ก่อนหน้านี้ ทางกองนโยบายการค้ารถยนต์ระหว่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น หรือเมติ ได้ให้ความเห็นว่า อุตสาหกรรมรถอีวีในไทยอาจเกิดขึ้นจริงได้ยาก โดยการส่งเสริมนั้นต้องไปพร้อมกันหลายด้านตั้งแต่การวางโครงสร้างพื้นฐาน การมีนโยบายสนับสนุนตั้งแต่การผลิตจนถึงการส่งออก และการสนับสนุนให้คนทั่วไปหาซื้อรถไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสมได้ด้วย หากรัฐบาลไม่เดินหน้าสนับสนุนอย่างจริงจังมากพอ ซึ่งอาจทำให้บรรดาผู้ผลิตหันไปซบอินเดียหรือจีนแทน
รายหลังนี้กำลังเดินเครื่องเต็มที่ ทั้งการเปิดทางให้ค่ายรถทั่วโลกมาร่วมทุนกับผู้ผลิตในประเทศ และการไปซื้อแบรนด์ระดับโลกเข้ามา เช่น วอลโว่ ที่ประกาศไปก่อนใครเป็นรายแรกว่า จะยกเลิกการออกรถใหม่ที่ใช้น้ำมันภายในปี 2019 และจะขายรถ อีวีให้ได้ถึง 1 ล้านคันภายในปี 2025 ซึ่งหากดูเฉพาะตลาดจีนที่มีขนาดใหญ่ มีการผลิตรถเฉพาะในปีที่แล้วถึง 28 ล้านคัน หรือเป็น 1 ใน 3 ของโลก และกำลังเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับยุคอีวี ก็เป็นไปได้ว่าจีนน่าจะเป็นอนาคตใหม่ของอุตสาหกรรมอีวีได้ไม่ยาก
เทคโนโลยีไปเร็วแค่ไหน การปรับตัวรับเพื่อความเป็นผู้นำในอนาคตก็ยิ่งต้องเร็ว หรือเร็วกว่าไปพร้อมกันด้วย n







