
กฎหมายผงซักฟอก
สมผล ตระกูลรุ่งที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เป็นหนึ่งในตำนานการคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบของนักการเมือง ที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเองในทุกวิถีทางไม่ว่าจะต่ำทรามแค่ไหน ไม่เว้นแม้สมบัติสงฆ์
สมผล ตระกูลรุ่ง
ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ เป็นหนึ่งในตำนานการคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบของนักการเมือง ที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเองในทุกวิถีทางไม่ว่าจะต่ำทรามแค่ไหน ไม่เว้นแม้สมบัติสงฆ์
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเล่นแร่แปรธาตุ เอาที่ดินสองธรณีสงฆ์ไปเป็นทรัพย์ส่วนบุคคล แม้ไม่ถูกลงโทษโดยกฎหมาย แต่ชีวิตนี้จะหาความสุขไม่ได้ ขนาดคนปลายแถวที่ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงอย่าง ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ยังได้รับกรรมบทแรกตามกฎหมายบ้านเมือง คนที่เป็นตัวการโดยตรง มีหรือจะหนีกฎแห่งกรรมไปได้ และเมื่อไรกรรมส่งผล จะร้ายแรงกว่ากรรมตามกฎหมายบ้านเมืองหลายเท่านัก
แม้ความจริงจะปรากฏชัดโดยคำพิพากษาของศาลที่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ว่า ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์เป็นที่ธรณีสงฆ์ เป็นของวัดธรรมิการามตามเจตนาของคุณยายเนื่อม ที่ได้ทำพินัยกรรมไว้แล้ว ทุกฝ่ายยอมรับตรงกันว่า ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความเป็นที่ธรณีสงฆ์ซึ่งไม่อาจโอนกันได้เหมือนที่ดินทั่วไป จะโอนได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น
ด้วยข้อกฎหมายดังกล่าวนี้ แทนที่ผู้มีหน้าที่จะปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องตรงไปตรงมา แต่กลับมีกระบวนการที่จะทำความผิดสร้างบาปซ้ำขึ้นมาอีก ด้วยการพยายามร่างกฎหมายฟอกที่ดินธรณีสงฆ์ให้เป็นสนามกอล์ฟโดยถูกต้อง โดยคิดที่จะใช้กฎหมายล้างผิด ล้างกรรมชั่วที่ทำกันไว้
ร่างกฎหมายล้างผิดที่ดินธรณีสงฆ์ให้กลายเป็นสนามกอล์ฟ มีชื่อเต็มๆ ว่า "ร่างพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์วัดธรรมิการามวรวิหาร ต.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา พ.ศ. ..."
ร่างกฎหมายฉบับนี้ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้ริเริ่มจัดทำขึ้น จนเสร็จสิ้นแล้ว มี 5 มาตรา ขณะนี้อยู่ในระหว่างการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ร่างกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญอยู่ที่มาตรา 3 และมาตรา 4 ที่สรุปง่ายๆ ดังนี้
มาตรา 3 ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์วัดธรรมิการามวรวิหาร ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2533 ทั้งนี้ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากร
มาตรา 4 ให้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับโฉนดที่ดินของวัดดังกล่าว ซึ่งได้กระทำภายหลังที่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์ตามมาตรา 3 จนถึงวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
อ่านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวแล้ว ทำให้สงสัยว่าอะไรคือเงื่อนไขหรือมีเหตุอันใดที่จะต้องตรากฎหมายเพื่อโอนที่ธรณีสงฆ์ อยู่ๆ รัฐบาลนึกครึ้มอะไรขึ้นมา อยากจะโอนที่ของวัดก็ทำได้โดยเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาอย่างนั้นหรือ และหากวันดีคืนดีถ้าสภาเห็นว่าที่ดินวัดบวรน่าจะทำเป็นศูนย์การค้า ก็จะออกพระราชบัญญัติโอนที่ดินวัดบวรได้อย่างนั้นหรือ
จากหลักการและเหตุผลที่ระบุไว้ในร่างกฎหมายดังกล่าว ได้อธิบายถึงความจำเป็นในการตรากฎหมายฉบับนี้ว่า เนื่องจากวัดแสดงความประสงค์ไม่ต้องการรับโอนที่ดิน แต่ต้องการขายเพื่อนำเงินและดอกผลมาบำรุงวัด จึงได้โอนให้มูลนิธิ ซึ่งมูลนิธิได้โอนขายต่อไป ฉะนั้น "เพื่อให้การโอนที่ธรณีสงฆ์วัด ธรรมิการามวรวิหารเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งเป็นการคุ้มครองสิทธิและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนซึ่งครอบครองที่ดินอยู่ในขณะนี้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้"
เหตุผลดังกล่าวเป็นการอ้างเอาแต่ฝ่ายเดียวของผู้ร่าง แต่ก็มีปัญหาให้ต้องขบคิดหลายประการ
ประการแรก ข้อเท็จจริงที่ว่าวัดแสดงความประสงค์ไม่ต้องการรับโอนนั้นจริงหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่า คุณยายเนื่อมเสียชีวิตปี 2514 โอนที่ดินให้มูลนิธิปี 2533 หลังคุณยาย เนื่อมเสียชีวิต วัดได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินแล้วโดยนำที่ดินให้เช่า มีรายได้จากที่ดินแล้ว เหตุผลที่บอกว่าวัดต้องการเงินและดอกผลจึงดูไม่มี น้ำหนัก เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีการวิ่งเต้นให้ผลประโยชน์กัน แล้วอ้างเหตุผลให้เป็นข้ออ้างเพื่อเป็นเงื่อนไขให้มีการโอนที่ดินวัดกัน ใช่หรือไม่
ประการที่สอง ถ้าจะโอนตามความประสงค์ของวัด ใครเป็นผู้มีสิทธิตัดสินใจแทนวัด เจ้าอาวาสผู้เดียวมีสิทธิหรือไม่ ทรัพย์สินเป็นของวัดไม่ใช่ของเจ้าอาวาส การตัดสินใจที่จะจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของสงฆ์ที่มีผู้แสดงเจตนายกให้เป็นสมบัติของวัดเป็นเรื่องใหญ่ จะต้องทำโดยมติสงฆ์หรือไม่ และมติสงฆ์จะใช้แค่พระในวัดได้หรือไม่
ประการที่สาม การโอนตามร่างพระราชบัญญัตินี้ เป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน จะทำได้หรือไม่ และการให้มีผลย้อนหลังไปปี 2533 เท่ากับกำลังจะบอกว่าในปี 2533 มีการจ่ายผลประโยชน์กันใช่หรือไม่ ถ้ามีจ่ายค่าตอบแทนกัน จ่ายกันอย่างไร เพียงใด ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์
ประการที่สี่ เหตุผลความจำเป็นที่อ้างไว้ท้ายร่างกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ที่ซื้อบ้านจัดสรรในโครงการนั้น เป็นการอ้างเพียงบางส่วน ที่ดินส่วนใหญ่เป็นสนามกอล์ฟใช่หรือไม่ และที่ดินส่วนนี้ใครได้รับประโยชน์ สมควรได้รับประโยชน์หรือไม่
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ สนามกอล์ฟอัลไพน์ปัจจุบันมีผู้ถือหุ้น 4 คน คือ ลูกนายทักษิณ 3 คน ถือหุ้นคนละ 30% ที่เหลืออีก 10% ถือโดยคุณหญิงพจมาน
ที่ผู้คนออกมาคัดค้านการออกกฎหมายโอนที่วัดนี้ ไม่ได้อิจฉาคนที่ร่ำรวย แม้จะร่ำรวยจากธุรกิจผูกขาดก็ตาม แต่เป็นการคัดค้านเพราะเป็น กระบวนการที่ตั้งใจทำผิดตั้งแต่แรก คนซื้อที่ดินที่สุจริตไม่ได้ร่วมทำผิด ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยได้อยู่แล้ว แต่ไม่ควรออกกฎหมายล้างผิดทั้งคนทั้งที่ดิน
มาตรา 5 ของกฎหมายนี้ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ คุณลุงตู่จะว่าอย่างไร
ประชาชนที่เดือดร้อนคือคนที่สุจริตที่ซื้อบ้านจัดสรรจากบริษัท อัลไพน์ แต่บริษัท อัลไพน์ ไม่ใช่ผู้สุจริต แต่เป็นตัวการสร้างปัญหาในการเอาที่ธรณีสงฆ์มาทำธุรกิจและจัดสรร และยังคงเป็นเจ้าของกิจการสนามกอล์ฟซึ่งถือกรรมสิทธิ์ที่ส่วนใหญ่ กฎหมายฉบับนี้ผู้ได้รับประโยชน์หลักคือผู้กระทำผิด สำหรับผู้สุจริตนั้น มีช่องทางอื่นที่เยียวยาทางอื่นได้ เช่น การให้เช่าถูกๆ ระยะยาว หรือจะให้อยู่ฟรี แล้วไปเก็บค่าเช่าแพงๆ จากสนามกอล์ฟมาชดเชยก็ได้ แต่ไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นที่ธรณีสงฆ์
กฎหมายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปกครองประเทศ ใช้เพื่อสร้างความเป็นธรรม ในครรลองแห่งความถูกต้องดีงาม มิใช่ว่าจะเขียนกฎหมายได้ตามอำเภอใจ กฎหมายฉบับนี้มีความเลวร้ายไม่ต่างอะไรกับกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยตอนตี 4 ที่ขัดกับหลักนิติธรรม
กฎหมายฉบับนี้จึงมีค่าเป็นเพียงผงซักฟอกเท่านั้น n







