
สิริกร ภัทร์คงสิน คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หัวใจเด็ด
“วันนี้บีมอาจจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ แต่อาจจะเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของความรักก็เป็นได้ (ยิ้ม)”
โดย นกขุนทอง
“วันนี้บีมอาจจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ แต่อาจจะเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของความรักก็เป็นได้ (ยิ้ม)”
“บีม-สิริกร ภัทร์คงสิน” เปิดใจ
รางวัลสุดยอดผู้นำนักบริหารแห่งปี Thailand Leaders Awards 2017 เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจในชีวิตของสิริกร เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ต้องฟันฝ่าปัญหามาหลากหลาย หวุดหวิดตายจากอุบัติเหตุก็หลายครั้ง แถมยังกลายเป็นแม่ม่ายมีลูกติด 1 คน
ปัจจุบันสิริกรดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท สิริธนาทรัพย์ มาร์เก็ตติ้ง และบริษัทในเครือ ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภทและบริการขนส่งผลิตภัณฑ์ และเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำดื่มฝนทิพย์
“บีมเป็นลูกสาวคนเดียวในพี่น้องทั้งหมด 3 คน ตั้งแต่เด็กชีวิตขึ้นๆ ลงๆ แบบตกฮวบไม่รู้กี่รอบ ที่สำคัญเคยผ่านชีวิตเฉียดตายมาแล้วถึง 3 ครั้ง บีมค่อนข้างซนพอสมควร แต่ว่าตั้งใจเรียนและเรียนเก่ง ช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำงานมาตั้งแต่เล็ก
“มีครั้งหนึ่งจำได้ว่าเพื่อนชวนไปดูคอนเสิร์ต วันนั้นแต่งตัวเปรี้ยวสุดฤทธิ์ ถ้าสมัยนี้คงต้องบอกว่าสุดติ่งกระดิ่งแมว (หัวเราะ) เราก็วัยรุ่นเนอะ แม่ก็ห้าม แต่เราอยากไปมาก พอคอนเสิร์ตเลิกเพื่อนขับรถ เพื่อนเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัย เราก็ไม่ยอมคาด แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
“บีมโดนเย็บไป 100 กว่าเข็ม มีความรู้สึกว่าชีวิตตอนนั้นตายดีกว่า เพราะใบหน้าเละหมดเลย ซีกหน้าครึ่งหนึ่งเสียโฉม แต่คุณพ่อกับคุณแม่ก็คอยให้กำลังใจตลอดว่าไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวก็หาย ธุรกิจครอบครัวในขณะนั้นก็มีปัญหาติดขัด แถมเราก็มาเกิดอุบัติเหตุอีก ชีวิตมันแย่จนไม่อยากมีชีวิตอยู่”
ผ่านการเฉียดตายในครั้งนั้น จากวัยรุ่นจอมซ่า สิริกร บอกกับตัวเองเสมอว่าจะต้องทำให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวเธอให้ได้
“เริ่มเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและต้องรับช่วงกิจการที่คุณพ่อคุณแม่สร้างไว้ และต้องเข้ามาบริหารอย่างเต็มตัว รวมทั้งบีมต้องคอยแนะนำน้องชายเรื่องการบริหารธุรกิจ ซึ่งตอนนั้นบีมรู้สึกท้อแท้ในเรื่องของธุรกิจเหมือนกัน คิดว่าก้าวไปกับมันไม่ไหว รู้สึกเหนื่อย แต่ก็ฮึดขึ้นมา ลองสู้กับมัน
“คือครอบครัวเราไม่ใช่ครอบครัวที่ทำธุรกิจแล้วประสบความสำเร็จมาตั้งแต่แรก ก็มีล้มลุกคลุกคลาน ก็เลยดูคุณพ่อกับคุณแม่เป็นตัวอย่าง คุณพ่อกับคุณแม่เป็นนักสู้ และก็จะคอยบอกเราเสมอว่าสู้สิ
“จากประโยคที่คุณพ่อคุณแม่พูดว่า เอาเวลาที่ร้องไห้เสียใจ อยากจะตายอย่างเดียว ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เกิดประโยชน์กับชีวิตตัวเองที่เหลือดีกว่าไหม นั้นแหละเป็นจุดเริ่มเปลี่ยนให้บีมเป็นคนสู้ คนอดทน คนเข้มแข็งเท่านั้นที่จะชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ วันนี้อาจจะยังไม่ใช่วันของเรา แต่พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันของเรา ถ้าเราตั้งใจทำ บีมก็เลยโอเคฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง”
พอมีครอบครัว มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวน 1 คน (แจ๊คกี้-คณินภณ ภัทร์คงสิน) เธอทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน เพื่อที่จะสร้างอนาคตไว้รอลูกชาย
“บีมล้มหัวฟาดพื้น คุณหมอบอกว่า ถ้ามาโรงพยาบาลช้ากว่านี้บีมจะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา หรือ อาจจะเป็นอัมพาตได้ หลังจากรักษาตัวอยู่ประมาณ 3 สัปดาห์ รู้สึกว่าชีวิตคนเราไม่มีอะไรที่แน่นอน ความตายพร้อมจะอยู่กับเราเสมอ บีมหันมาปักหลักทุ่มเทกับธุรกิจของครอบครัวอย่างเต็มที่และเตรียมพร้อมกับชีวิตที่เหลือของบีมเพื่อคนข้างหลัง
“บีมขอแค่ให้บีมได้เห็นความสำเร็จของลูก เพราะชีวิตเขาน่าสงสาร เขามีบีมเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ทั้งพี่ทั้งเพื่อนกับชีวิตเขา เพราะทุกเรื่องลูกจะปรึกษาบีม เรามีข้อตกลงกันว่า เราจะไม่โกหกกันขอให้พูดความจริงและถ้าเกิดปัญหาก็ขอให้บอกเพราะปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้”
บีมตัดสินใจส่งแจ๊คกี้ไปเรียนที่ Wakatipu Highschool ประเทศนิวซีแลนด์ ตั้งแต่อายุ 12 ปี ปัจจุบันแจ๊คกี้กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี ปีที่ 2 สาขาสถาปัตยกรรมการออกแบบโครงสร้างและการวางแผน มหาวิทยาลัย Royal Melbourne Institute of Technology (RMIT) เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
“ตอนบีมเป็นซิงเกิ้ลมัม แจ๊คกี้ยังไม่ถึงขวบ บีมกับคุณแม่และทุกคนในครอบครัวก็ช่วยกันเลี้ยง ในวันนั้นเสียใจมาก แต่วันนี้ไม่มีแล้วค่ะ มีแต่คำว่าภูมิใจ
“มีประโยคหนึ่งที่คุณแม่พูดกับบีมเสมอ เอาเวลาที่บีมนอนร้องไห้เสียใจรีบตื่นแล้วลุกขึ้นมาเลี้ยงลูก เลี้ยงหนึ่งชีวิตที่บีมสร้างเขาขึ้นมา ให้เขาเป็นคนดี มีอนาคตที่ดีที่สุด จากวันนั้นบีมทำทุกอย่าง บีมทุ่มเททั้งชีวิตให้กับเขา
“บีมถือว่าวันนี้บีมมีความสุขเพียงพอแล้ว ความตายบีมก็ผ่านมันมาแล้ว สุขที่สุดบีมก็ผ่านมาแล้ว ทุกข์ที่สุดก็ผ่านมาแล้ว เหลืออย่างเดียวในชีวิต คือรอดูความสำเร็จของลูก
“สิ่งที่บีมให้ลูกในเรื่องการศึกษา เพราะเราไม่ได้มีเงินทองมากมายที่จะให้เขา ยังจำได้วันที่ตัดสินใจให้ลูกไปเรียนต่อต่างประเทศไม่มีเงิน ก็บอกลูกว่า แม่ต้องเอาบ้านไปจำนองกับธนาคาร ที่ยอมขนาดนี้เพราะเพื่ออนาคตของลูก
“ทุกวันนี้ลูกขอทำงานหารายได้เสริม บีมก็บอกว่าไม่ต้องหรอก คุณแม่ยังไหว มีหน้าที่ตั้งใจเรียนอย่างเดียวก็พอ แต่เขาเป็นเด็กดี รู้จักประหยัดมาก ใช้เงินที่แม่ส่งให้เท่าที่จำเป็น ที่เหลือฝากธนาคาร
“ทุกครั้งที่ลูกได้เงินจากการทำงาน เขาจะแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งสำหรับการออม ส่วนหนึ่งเก็บไว้ดูแลคุณแม่และคุณยาย ส่วนหนึ่งเก็บไว้สำหรับค่ารักษาพยาบาล และส่วนหนึ่งเขาเก็บไว้ใช้ส่วนตัว”
สิริกรภูมิใจในบทบาทหน้าที่ของตัวเองแล้ว ไม่ว่าในฐานะลูกที่สานต่อธุรกิจให้เติบโตได้ และในฐานะแม่ที่มองดูลูกชายอย่างชื่นใจในความประพฤติดีประพฤติชอบ หากเธอไม่ฮึดสู้ ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา ความสุขที่มีในวันนี้คงไม่ปรากฏ







