
ยุคสมัยแห่งความไม่มั่นคง
คงไม่มีครั้งใดที่โลกจะตื่นตะลึงได้เท่ากับเหตุการณ์ที่คน 19 คน ก่อเหตุรุนแรงที่สุด
โดย อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
คงไม่มีครั้งใดที่โลกจะตื่นตะลึงได้เท่ากับเหตุการณ์ที่คน 19 คน ก่อเหตุรุนแรงที่สุด ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3,400 คน บาดเจ็บกว่า 6,000 คน สร้างความเสียหายที่มีมูลค่าถึง 10 ล้านล้านบาท
โลกคงไม่ตื่นตะลึง หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจากสงคราม ตัวเลขบาดเจ็บล้มตาย และความเสียหายมหาศาลนี้เกิดขึ้นในสนามรบ
แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในศูนย์กลางโลก มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ก่อการร้ายยึดเครื่องบินโดยสาร 4 ลำ และพุ่งชนเป้าหมายต่างๆ หนึ่งในนั้นคืออาคารแฝด เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์
เหตุการณ์ครั้งนั้น 11 ก.ย. 2544 ทำให้เราได้รู้ว่า สงครามที่เราเคยรู้จักนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สนามรบมิใช่ในป่าเขา ในทะเลทราย แต่ย้ายมาอยู่ในเมือง ในชุมชน ใกล้ๆ บ้านของเรา โลกเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความหวาดกลัว
หลังเกิดเหตุไม่นาน ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าวหา โอซามา บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ เป็นผู้บงการก่อเหตุ ตามมาด้วยการเชิญชวนทั้งโลกประกาศสงครามต่อต้านก่อการร้าย
7 ต.ค. 2544 กองทัพสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตร อาทิ อังกฤษ และออสเตรเลีย กรีธาทัพบุกอัฟกานิสถาน โดยข้ออ้างเพื่อทำลายเครือข่ายอัลกออิดะห์ที่ใช้อัฟกานิสถานเป็นฐานปฏิบัติการ
ไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐอเมริกาจะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออัฟกานิสถานเพื่อปลุกปลอบขวัญกำลังใจของคนอเมริกันในอดีต เมื่อครั้งที่คนอเมริกันขวัญผวากับเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นถล่มฐานทัพที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ ประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ ก็ใช้ปฏิบัติการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีกรุงโตเกียวและเมืองใหญ่ในญี่ปุ่นอีก 3 เมือง ตอบโต้และเรียกขวัญ กำลังใจของคนอเมริกัน
ยิ่งเติมไฟ ไฟก็ยิ่งโหมฮือ ลามแรง โลกหลังการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและ นางาซากิก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สงครามเย็นที่ยืดเยื้อหลายสิบปี แบ่งแยกโลกออกเป็นส่วนๆ และเป็นจุดเริ่มแห่งความขัดแย้งมาจนถึงปัจจุบัน
สงครามต่อต้านก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกาขยายจากอัฟกานิสถานเข้าไปยังอิรัก 10 ปีหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ 11 ก.ย. แม้ บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะแถลงยืนยันว่า โอซามา บิน ลาเดน ถูกสังหารเสียชีวิตแล้ว แต่กลับกลายเป็นกลุ่มก่อการร้ายก็ได้ขยายสงครามต่อต้านอเมริกาเช่นกัน
การทำลาย โอซามา บิน ลาเดน มิได้ทำให้สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรปลอดภัยขึ้น แต่ตรงกันข้าม กลุ่มก่อการร้ายกลับขยายตัวและควบคุมได้ยากยิ่งขึ้น
ไม่เพียงการเกิดขึ้นขององค์กรก่อการร้ายใหม่อย่างกลุ่มไอเอส ที่มีกองกำลังขนาดใหญ่ปฏิบัติการอยู่ในประเทศซีเรียและอิรัก แต่เครือข่ายก่อการร้ายก็ลดรูปจากองค์กรขนาดใหญ่ เหลือเพียงผู้ปฏิบัติงานอิสระหรือหมาป่า เดียวดาย (Lone Wolf) ซุกซ่อน ปะปน อยู่ในชุมชนทั่วโลก เข้ามาอยู่ในใจกลางวิถีชีวิตของผู้คน
เกิดระเบิดกลางเมืองใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ลอนดอน ปารีส มาดริด บาร์เซโลนา บรัสเซลส์ หรือใกล้ประเทศไทยเข้ามาที่บาหลี และจาการ์ตา ในอินโดนีเซีย
สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรยังต้องเผชิญความเสี่ยงนี้ต่อไป
ยังไม่รวมถึงปัญหาในคาบสมุทรเกาหลี
ยังไม่มีความหวังสำหรับการยุติความขัดแย้งในยุคสมัยแห่งความไม่มั่นคงนี้ แต่การทุ่มเททำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย สหรัฐอเมริกาก็ได้รับบาดเจ็บจากภาวะเศรษฐกิจไปไม่น้อย ทำให้ไม่อาจรั้งตำแหน่งฐานะมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวในโลกไว้ได้อีกต่อไป จีนและรัสเซียกลับฟื้นคืนมาเป็นดุลอำนาจใหม่
ศูนย์ดุลอำนาจของชาติมหาอำนาจเหล่านี้ อาจเป็นปัจจัยเดียวที่เป็นประกันต่อความปลอดภัยของโลก ภายใต้ความเสี่ยงของความไม่มั่นคง







