
ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม วู่วามอันตราย
ยังไม่มีอนาคตสำหรับการเลือกตั้งในปี 2561
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
ยังไม่มีอนาคตสำหรับการเลือกตั้งในปี 2561
ผู้รู้อธิบายว่าทหารยังไม่มีความมั่นใจในสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะความสงบเรียบร้อยที่อาจจะควบคุมไม่ได้ ตั้งแต่ที่ "ปลดล็อก" ให้พรรคการเมืองต่างๆ ทำกิจกรรมเพื่อเตรียมการเลือกตั้งไปจนถึงช่วงที่การสมัครรับเลือกตั้ง การหาเสียงเลือกตั้ง จนกระทั่งการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงที่ไม่มั่นใจว่าพรรคการเมืองฝ่ายที่สนับสนุน คสช.จะได้เป็นเสียงข้างมาก แม้ว่าจะสามารถคุมวุฒิสภาได้ทั้งหมด แต่การเมืองในยุคใหม่เสียงในฟากสภาที่มาจากประชาชนจะมีพลังมากกว่าเสมอ
การวิเคราะห์เช่นนั้นย่อมเป็นการดูหมิ่นดูแคลน คสช.อยู่ไม่น้อย แต่คงไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ คสช.มีความหวาดหวั่นคลอนแคลน เพราะในส่วนตัวของผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะมีเหตุผลที่ "หนักหน่วง" และ "ลึกซึ้ง" กว่านั้น นั่นก็คือ ข้อครหาที่จะเป็นตราบาปของทหารชุดนี้ไปอีกนานเท่านาน ว่า "จัดการบ้านเมืองไม่เรียบร้อย" ถ้าหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งแล้วบ้านเมืองยังมีความวุ่นวาย ดังจะเห็นได้จากความพยายามที่จะบรรจุ "อาวุธหนัก" ไว้ในโครงสร้างทุกส่วนในกลไกทางการเมืองการปกครองของประเทศ ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ และคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เชื่อมโยงกันเป็นปึกแผ่นมั่นคงเพื่อ "ทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย"
ผู้เขียนขออธิบายด้วยทฤษฎี "บทเรียนจากประวัติศาสตร์" ที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ถึง "ความล้มเหลว" ของกองทัพแก้ปัญหาบ้านเมือง โดยเฉพาะปัญหาการสร้างประชาธิปไตยที่มีบทเรียนมากว่า 60 ปี ตั้งแต่ยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพราะ "ยังให้เวลาไม่พอ" กับการแก้ไขปัญหา หลังการปฏิวัติรัฐประหารแต่ละครั้ง ทหารเหมือนจะถูกเร่งให้ "ส่งคืน" บ้านเมืองให้กับฝ่ายประชาธิปไตย หรือคืนอำนาจให้แก่ประชาชน
ครั้งที่จอมพลผิน ชุณหะวัณ ลูกน้องของจอมพล ป.ยึดอำนาจในปี 2490 หลังจากที่ควบคุมสถานการณ์อยู่ 4-5 ปี จอมพล ป.ก็แสดงทีท่าว่าจะให้มีการเลือกตั้ง จากนั้นในกองทัพเองก็วุ่นวายแก่งแย่งอำนาจกันระหว่าง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ กับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะมีพรรคการเมืองอยู่คนละพรรค ซึ่งทั้งสองคน คือ "เด็กปั้น" ของจอมพล ป. ในที่สุดจอมพล ป.ก็อยู่ไม่ได้ ต้องหนีไปตายต่างประเทศ ครั้นจอมพลสฤษดิ์ขึ้นมามีอำนาจ ก็พยายามอยู่ให้ยาว ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรไปช้าๆ แต่ท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมเสียก่อน จอมพลถนอม กิตติขจร ที่สืบทอดอำนาจต่อมาก็ไม่ได้เข้มแข็งมากนัก แม้จะมีความพยายามที่จะผ่อนคลาย โดยให้มีการเลือกตั้งหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2511 แต่ก็คุมสภาไม่อยู่ ต้องทำรัฐประหารตนเองแล้วปกครองแบบเผด็จการอีกรอบ จนกระทั่งถูกนักศึกษาประชาชนขับไล่ในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516
ต่อมาทหารได้คืนสู่อำนาจ โดยการทำรัฐประหารในวันที่ 6 ต.ค. 2519 พร้อมกับป้ายสีฝ่ายนักศึกษาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ โดยหวังจะกำจัดเสี้ยนหนามและอยู่ในอำนาจให้ยาวนานที่สุด ถึงขั้นที่ร่างรัฐธรรมนูญปี 2521 ให้มีวุฒิสภาที่มีอำนาจเท่าสภาผู้แทนราษฎร ที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" แต่เอาเข้าจริงนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งในปี 2522 คือ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ก็ "เอาไม่อยู่" ต้องลาออกให้ "ผู้มากด้วยบารมี" อย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มากุมบังเหียน แต่ว่าเหล่าม้าพยศ คือ นักการเมืองทั้งหลายก็ออกลายในตอนท้าย ทะเลาะกันวุ่นวาย พลอยทำให้บารมีของ "ป๋า" เสื่อมไปด้วย หลังเลือกตั้งปี 2531 ป๋าเปรมก็ต้องโบกมือลา ปล่อยให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งใช้อำนาจกันอย่างเมามัน กลายเป็น "บุฟเฟต์คาบิเนต" ทหารทำรัฐประหารวันที่ 23 ก.พ. 2534 แต่ครั้นพอจะสืบทอดอำนาจโดยมีพรรคการเมืองหนุนหลังก็ถูกทหารอีกฝ่ายหนึ่งที่มีอำนาจในรัฐสภาร่วมกับประชาชนขับไล่ไปในเดือน พ.ค. 2535
ต่อมาได้มีความพยายามที่จะปฏิรูปการเมืองโดยภาคประชาชนจนได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ด้วยความฉ้อฉลของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนำมาสู่การรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย. 2549 แล้วก็มีความพยายามที่จะให้มีรัฐธรรมนูญกับการเลือกตั้งโดยเร็ว โดยออกรัฐธรรมนูญปี 2550 พร้อมเลือกตั้งในปีนั้น และได้นักการเมืองกลุ่มเดิม จนเกิดความวุ่นวายต่อเนื่องอีกหลายปี จนต้องมีการรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดย คสช.เพื่อเข้ามา "ปฏิรูปประเทศ" ด้วยการสร้างกลไกและล็อกไว้ด้วยเวลา ทั้งระยะสั้นระยะยาว ซึ่งไม่แน่ใจว่า ในปีหน้านี้จะมีการเลือกตั้งได้หรือไม่







