
ใครควรอยู่ต่อ ใครควรจะจากไป
เมื่อ 30 ปีก่อน คงจะไม่มีใครคาดคิดว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเครื่องใช้ไฟฟ้าหน้าตาเชยๆ ของเกาหลี
โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]
เมื่อ 30 ปีก่อน คงจะไม่มีใครคาดคิดว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเครื่องใช้ไฟฟ้าหน้าตาเชยๆ ของเกาหลี ที่มีฟังก์ชั่นการทำงานพื้นฐานง่ายๆ แค่ 1-2 (คือ แค่เปิด-ปิดได้) จะเติบโตและยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมโลกในวันนี้ คงมีแต่คนเกาหลี โดยเฉพาะพนักงานซัมซอง (ซัมซุง) ฮยอนเด (ฮุนได) กับ ดาวทอง-คึมซอง (เปลี่ยนชื่อเป็น แอลจี) เท่านั้นแหละค่ะ ที่กล้าจะฝันใหญ่ เพราะในเวลานั้นผู้เล่นหลักในตลาดเอเชีย คือญี่ปุ่น ใครๆ ก็ใช้ โซนี่ พานาโซนิค โตชิบา ฮิตาชิ ฯลฯ ยี่ห้อเหล่านี้แทบจะไม่มีขายในเกาหลี เพราะรัฐบาลเกาหลีมีนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ "เน้นเกาหลีทำ เกาหลีใช้"...สมัยนั้น เมื่อ "เชกา" กลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยแต่ละหน เพื่อนๆ เกาหลีจะขอฝาก "หิ้วของ" เช่น เครื่องเล่นเทปวิทยุวอล์กแมนโซนี่ กลับไปให้เสมอ
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเกาหลีเริ่มผลิต DRAM (ดีแรม) ได้เอง ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 DRAM ย่อมาจากคำว่า Dynamic random-access memory เป็นหน่วยความจำสำรองในอุปกรณ์ที่ต้องมีพื้นที่เก็บข้อมูล เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์สมาร์ทโฟน และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความฉลาดอัจฉริยะแบบที่สามารถเก็บความจำในการใช้งานไว้ได้ ปัจจุบัน DRAM ได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดไปไกล และด้วยการทุ่มทุนค้นคว้าวิจัยจึงเกิดผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าที่เป็น "หน่วยความจำเก็บข้อมูล" ตามมาอีกหลายประเภท ผู้เล่นคนสำคัญในธุรกิจนี้ แน่นอนก็คือ "ซัมซอง"
ซัมซองทุ่มทุนวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมๆ มาก็น่าจะทะลุหลักแสนล้านบาทไปแล้ว จึงทำให้ซัมซองกลายเป็นผู้ผลิตสินค้าในกลุ่ม DRAM เป็นอันดับ 1 ของโลก ส่วนอันดับ 2 นั้นเป็นบริษัทอเมริกันอยู่ที่รัฐไอดาโฮ ชื่อว่า Micron Technology, Inc. ทว่าอันดับ 3 ก็ยังคงกลับมาเป็นของเกาหลี ได้แก่ SK Hynix, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ฮยอนเด (ฮุนได) กับกลุ่ม บริษัท SK ของเกาหลี
การมีข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นของตนเอง ทำให้ ซัมซอง สามารถพัฒนาสมาร์ทโฟน มาคู่คี่กับแอปเปิ้ล จนลบชื่อโทรศัพท์ โซนี่ อีริคสัน โมโตโรล่า หรือแม้แต่โนเกีย ที่เคยโด่งดังออกไปจากตลาด และทำให้สินค้าประเภทเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของซัมซอง กลายเป็นหน่วยธุรกิจหลักที่ทำเงินให้ "ซัมซองอิเล็กทรอนิกส์" อย่างมหาศาลถึงปีละ 1.74 แสนล้าน ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,740,000 ล้านบาท !) มีการจ้างงานคนทั่วโลกในกลุ่มธุรกิจนี้ราว 9.3 หมื่นคน มีกำไรรวมถึง 6.43 แสนล้านบาท และเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของโลกอันดับที่ 15 ของ Forbs List
เมื่อค้นหาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกาหลีก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางด้านตลาดเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วจากกองอิฐดินทรายของเมืองที่ถูกทำลายย่อยยับในสงครามเมื่อ 60 ปีก่อน พบว่า รัฐบาลเกาหลีมีส่วนสำคัญอย่างมาก เริ่มจากการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะทำให้หลุดพ้นความจนร่วมกับบริษัทใหญ่ที่เรียกว่า "แช-บอล" ให้เงินทุนทางด้านการวิจัยพัฒนา ลดภาษี สร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคและกฎหมายเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม ปฏิรูปการศึกษา เร่งศึกษาวิจัยการผลิตเครื่องจักรได้เอง และการวางนโยบายที่มุ่งเน้นการค้นคว้าสร้างนวัตกรรมมากกว่าการพัฒนาด้านการผลิตอย่างเดียว
ที่สำคัญคือ การเร่งรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศผ่านการลงทุน จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อราว 50 ปีก่อน โรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งแรกของเกาหลีเปิดตัวที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกที่เมืองกูมิ โดยร่วมทุนกับ บริษัท โตชิบา ญี่ปุ่น ประธานาธิบดีเกาหลี ปักจองฮี ได้มาร่วมพิธีเปิดด้วยเพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ...เพื่อที่จะผลิตได้ หุ้นส่วนเกาหลีได้ส่งพนักงานรุ่นแรกหลายสิบคนไปเรียนรู้การผลิต เมื่อกลับมาก็มาถ่ายทอดให้รุ่นน้องต่อๆ กันไป จนในที่สุดมีความรู้พอที่จะผลิตเองได้ เมื่อเลิกหุ้นกับญี่ปุ่นไปก็กลายมาเป็นสินค้าของเกาหลี บริษัทมีหน่วยวิจัยพัฒนา R&D ของตนเองต่อยอดขึ้นไปอีก...บริษัทเก่าแก่ของเกาหลีหลายแห่งที่กลายเป็น "แช-บอล" ขนาดใหญ่ในปัจจุบันมีเส้นทางมาคล้ายคลึงกันแบบนี้ค่ะ...
ที่จริงไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีของบรรษัทข้ามชาติหลายร้อยโรงงาน นับจากปีที่เริ่มต้นการส่งเสริมการลงทุนโดยบีโอไอ ผ่านมา 30 กว่าปีน่าจะเกิดผู้ผลิตสัญชาติไทยที่ถือกำเนิดมาจากการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จากบรรษัทเหล่านั้นได้ยิ่งใหญ่กว่านี้...ถึงเวลาต้องวิเคราะห์หาคำตอบจริงจังว่าทำไมเราจึงยังเป็นลูกจ้าง รอเวลาที่ "นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปหาแหล่งผลิตอื่น" ที่ทำกำไรได้มากกว่า ซึ่งเวลานั้นก็เดินเข้ามาหาเราแล้ว อย่างที่ทุกคนสัมผัสได้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาลปัจจุบันเรียกว่า "กับดักประเทศรายได้ปานกลาง"
เทคโนโลยีเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทที่ไม่มีหน่วยงาน R&D ไม่มีการลงทุนเพิ่ม ต้องเหนื่อยมากในการทำให้สินค้าขายได้ บริษัทญี่ปุ่นที่เคยเป็นผู้นำสินค้าไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างรู้ดี ที่ปรับตัวได้ก็สามารถหยุดเลือดที่ไหลได้ เห็นได้ชัดจากบทสัมภาษณ์ประธานบริษัทญี่ปุ่นใหญ่บริษัทหนึ่ง ท่านบอกว่า "เทคโนโลยีดิจิทัล เปลี่ยนทุกอย่างในพริบตา" ยกตัวอย่างเช่น สมัยก่อนจะผลิตโทรทัศน์ต้องมีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ความซับซ้อนแบบนี้ญี่ปุ่นเก่งมากใครๆ ตามไม่ทัน แต่ปัจจุบันนี้เกิดมีการคิดค้น Chip (แผงวงจรรวม) ตัวเดียวที่สามารถทดแทนชิ้นส่วนทั้งหมดได้ ใครๆ ก็ผลิตได้ไม่ซับซ้อน ญี่ปุ่นเลยสู้เกาหลีกับจีนไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนแนวทางให้ญี่ปุ่นกลายเป็น Brain Country ซะ...
รายงานขององค์กรแรงงานโลก ระบุว่า ต่อไปนี้แรงงานในประเทศอาเซียน ซึ่งรวมถึงไทยด้วย จากที่เคยอู้ฟู่เพราะมี เงินเดือนสูงในโรงงานอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่มากับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ 3 อย่าง ได้แก่ 1) Robotic การพัฒนาหุ่นยนต์ผลิตแทนคน 2) Automation ระบบอัตโนมัติในการผลิต และ 3) 3D printing เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ3 มิติ ที่เครื่องพิมพ์สามารถก๊อบปี้ ทำสำเนาของที่ผลิตได้ยากให้ง่ายขึ้นในชั่วกะพริบตา 2-3 ครั้งเองค่ะ
(อ่านต่อฉบับหน้า)







