
รีดภาษีบาปตั้งกองทุน สะเทือนวินัยการคลัง
การจัดเก็บภาษีบาปกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ โดยสาระสำคัญให้กองทุนผู้สูงอายุได้รับเงิน 2%
การจัดเก็บภาษีบาปกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ โดยสาระสำคัญให้กองทุนผู้สูงอายุได้รับเงิน 2%~~งg ของภาษีสุราและยาสูบ แต่ไม่เกิน 4,000 ล้านบาท/ปี เพื่อใช้รองรับการออกมาตรการต่างๆ เพื่อดูผู้สูงอายุให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยกฎหมายนี้คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปี 2561
ทั้งนี้ หากดูสัดส่วนการจัดเก็บภาษีเข้ากองทุนจัดสรรพิเศษทั้งหมดก่อนหน้านี้ตามโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ซึ่งประกอบด้วย กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 2% ไม่จำกัดเพดาน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส 1.5% แต่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท และเงินบำรุงกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ 2% ไม่จำกัดเพดาน เมื่อรวมกองทุนผู้สูงอายุแล้ว จะได้เป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 7.5 ของภาษีสุราและบุหรี่
แม้ว่าการเก็บเพิ่มภาษีบาปจะมีหลายฝ่ายสนับสนุนให้เพิ่มขึ้นสูง เพื่อลดการบริโภคป้องกันประชาชนจากอันตรายที่เกิดจากการบริโภค แต่หลักปฏิบัติการเรียกเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะดังกล่าวเป็นที่ถูกตั้งคำถามถึงเรื่อง “วินัยการคลัง” มาต่อเนื่อง เนื่องจากงบประมาณดังกล่าวไม่ได้ผ่านกระบวนการงบประมาณตามปกติ หรือไม่ต้องมีการพิจารณาของรัฐสภาในแต่ละปี ทำให้การใช้เงินอาจไม่คุ้มและการตรวขสอบการใช้เงินก็ไม่ทั่วถึง
นอกจากนี้ บางกองทุนก็ยังเป็นแบบปลายเปิด กล่าวคือ ไม่ได้มีการตั้งเพดานการจัดเก็บ ทำให้เกิดความเป็นห่วงการใช้เงินไปในแต่ละโครงการ อาจหละหลวม อีกทั้งยังไม่มีระบบตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้เงินให้ตรงตามวัตถุประสงค์ โดยจะเห็นได้จากกรณีตรวจสอบการใช้เงินของกองทุน สสส. ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ที่สำคัญในเรื่องวินัยการคลัง ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของคลังที่จะต้องอุดช่องว่างดังกล่าว แม้ว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลัง ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะปิดช่องทางไม่มีการเก็บเงินภาษีตั้งกองทุนได้อีกต่อไป แต่ในช่วงที่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับ ก็มีความพยายามที่จะตั้งกองทุนเพื่อเก็บภาษีบาปเพิ่มเติม เช่น ในช่วงที่ผ่านมามีการเสนอให้ตั้งกองทุนพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นต้น
ทั้งนี้ หากดูล่าสุดกรมสรรพสามิตเก็บภาษีได้ในรอบ 10 เดือน ของปีงบประมาณ 2560 จำนวน 4.65 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ 6,375 ล้านบาท ภาษีหลักตัวใหญ่ที่เก็บได้สูงกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีน้ำมัน ภาษีจักรยานยนต์ และภาษีเบียร์ และภาษีที่เก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีสุราและภาษียาสูบ
สำหรับปีงบประมาณใหม่ในปี 2561 ที่จะเริ่มต้นวันที่ 1 ต.ค. ถึง 30 ก.ย. 2561 นั้น กรมสรรพสามิตได้รับเป้าหมายการจัดเก็บที่ 6 แสนล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณปัจจุบัน 2560 ประมาณ 8.11% และยังมุ่งหวังจะจัดเก็บจาก
ภาษีน้ำมันเป็นหลัก และมองว่าภาษีรถยนต์จะจัดเก็บได้ดีและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาษีบาปมีแนวโน้มเก็บได้น้อยลง เนื่องจากการเพิ่มอัตราภาษีในอนาคตทำให้ราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคจะลงไปหาของที่ราคาถูกลงและคุณภาพต่ำลง เม็ดเงินภาษีก็น้อยลงตามไปด้วย และทำให้เงินส่งเข้ากองทุนต่างๆ น้อยลงไปด้วย
ขณะเดียวกัน การรีดเงินภาษีบาปเข้ากองทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องดูใแง่ของผู้ประกอบการที่มีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ จนแบกรับไม่ไหว ต้องขึ้นราคาสินค้า ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคหันไปบริโภคของถูก ทำให้การเก็บภาษีลด ทั้งที่การบริโภคเท่าเดิม เป็นปัญหากินหางรัฐบาลแก้ไม่ตก
ดังนั้น การรีดภาษีบาปตั้งกองทุนต่างๆ จำนวนมาก เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องหยุดเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง ไม่ควรใช้ข้ออ้างเก็บภาษีบาปเพื่อไปตั้งกองทุนประโยชน์ต่างๆ เพราะในแง่ของวินัยการเงินการคลังกองทุนต่างๆ ควรขอเงินจัดสรรงบประมาณทั้งหมด เพื่อให้การใช้เงินเป็นไปอย่างคุ้มค่าตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางยันถึงปลายทาง







