
กลยุทธ์ยุคเชื่อมต่อ
กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่เรียกว่า Connected Consumer ซึ่งใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมง
โดย เต็ดตรา แพ้ค
กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่เรียกว่า Connected Consumer ซึ่งใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมง ในแต่ละวันในการท่องอินเทอร์เน็ตกำลังเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลอย่างมากทั้งในแง่อำนาจการจับจ่าย รวมถึงการชี้ชะตาของแบรนด์ต่างๆ ในปัจจุบันโดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่สูงถึงกว่า 67% และการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือที่สูงถึง 133%
นั่นทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องเผชิญกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค บริษัท เต็ดตรา แพ้ค จึงได้ทำรายงานข้อมูลเชิงลึก Tetra Pak Index 2017 ภายใต้หัวข้อ "The Connected Consumers" เพื่อเผยถึงความสำคัญในการปรับตัวและสร้างสรรค์กลยุทธ์เพื่อการเข้าถึง สื่อสาร รวมถึงสร้างโอกาสใหม่ๆ เชิงธุรกิจจากกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่นี้
ผลการศึกษาพบว่าหากแบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ขยายตัวต่อเนื่องกลุ่มนี้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ประเทศไทยมีผู้เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนถึง 97% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระดับโลกที่ 91% ถือเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่เลือกซื้อสินค้าและเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ คนไทยยังมีอัตราการมีส่วนร่วมกับแบรนด์บนโซเชียล มีเดียสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดย 44% ระบุว่าพวกเขาติดตามแบรนด์ที่พวกเขาชื่นชอบ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 37% เท่านั้น และคาดว่าภายในปี 2560 นี้ อี-คอมเมิร์ซจะขยายตัวขึ้นถึง 20% หรือมีมูลค่าสูงถึง 2.52 ล้านล้านบาท ชี้ให้เห็นว่าแบรนด์จำเป็นต้องก้าวตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน และปรับแผนกลยุทธ์ผ่านการริเริ่ม มีส่วนร่วม และสร้างบทสนทนาออนไลน์อย่างเหมาะสม
"ประเทศไทยเป็นสังคมที่มีการเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง ทั้งยังมีการใช้โซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอ โดยติดอันดับต้นๆ ของโลก ยิ่งไปกว่านั้นโลกอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้บริโภคไทยสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ในทันที ซึ่งสามารถโน้มน้าวความคิดและมีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่ได้ตัดสินใจได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน" รัตนศิริ ติลกสกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) กล่าว
ดังนั้น แพลตฟอร์มต่างๆ ที่แบรนด์เลือกใช้จึงเป็นโอกาสสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสารและเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยที่มีความหลากหลาย การทำคอนเทนต์ให้ตรงความสนใจของกลุ่มเป้าหมายจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งจำเป็นในการสร้างและหล่อเลี้ยงความสนใจของผู้บริโภคที่มีศักยภาพกลุ่มนี้เอาไว้
รายงานฉบับนี้ ยังแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการบริโภคข้อมูลเพื่อตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยเป็นเส้นตรง สู่เครือข่ายอันซับซ้อนและครอบคลุมหลายแหล่งข้อมูล การเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของแพลตฟอร์มออนไลน์ยังเพิ่มความท้าทายให้กับแบรนด์ต่างๆ เนื่องจากผู้บริโภคคาดหวังที่จะได้รับประสบการณ์และการสื่อสารที่ต่อเนื่องตลอดทุกช่องทางที่พวกเขาสามารถโต้ตอบด้วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนโซเชียลมีเดียคอนเทนต์ที่สร้างโดยผู้ใช้ หรือโดยบุคคลที่ 3 ทวีความสำคัญมากขึ้น
ทั้งนี้ ยังพบว่าแบรนด์สามารถใช้บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในการเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและเข้าถึงผู้บริโภคได้ โดยข้อมูลสนับสนุนระบุว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยถึง 43% กล่าวว่า มีความสนใจในเนื้อหาเกี่ยวกับอาหารเป็นอย่างมาก หนึ่งในจำนวนนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว คือ การพิมพ์ Digital Codes ลงบนกล่องบรรจุภัณฑ์ เพื่อพัฒนาความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของผลิตภัณฑ์ พื้นผิวของบรรจุภัณฑ์ยังสามารถเปลี่ยนเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ข้อมูลได้ทั้งสองด้าน โดยแบรนด์สามารถเก็บข้อมูลที่มีคุณค่าเกี่ยวกับผู้บริโภคได้อย่างเฉพาะเจาะจง และในขณะเดียวกันสามารถแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภคได้







