posttoday
อี-เพย์เมนต์อาเซียนยังแผ่ว โตไม่ทันอี-คอมเมิร์ซ

อี-เพย์เมนต์อาเซียนยังแผ่ว โตไม่ทันอี-คอมเมิร์ซ

05 กันยายน 2560

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ กระแสการชำระเงินออนไลน์ หรืออี-เพย์เมนต์ ในภูมิภาคอาเซียนกำลังมาแรงในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันการชำระเงินผ่านอี-วอลเล็ต หรือกระเป๋าเงินดิจิทัลซึ่งผูกบัญชีกับธนาคาร และล่าสุดคือระบบจ่ายเงินออนไลน์ผ่านคิวอาร์โค้ด ซึ่งเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในไทยและในสิงคโปร์

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

กระแสการชำระเงินออนไลน์ หรืออี-เพย์เมนต์ ในภูมิภาคอาเซียนกำลังมาแรงในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันการชำระเงินผ่านอี-วอลเล็ต หรือกระเป๋าเงินดิจิทัลซึ่งผูกบัญชีกับธนาคาร และล่าสุดคือระบบจ่ายเงินออนไลน์ผ่านคิวอาร์โค้ด ซึ่งเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในไทยและในสิงคโปร์

แม้แนวโน้มของอี-เพย์เมนต์ในภูมิภาคกำลังสดใสขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ได้ขยายตัวแรงมากพอจะรับกับการปรับทัพของภาคธุรกิจที่หันไปสู่ช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ หรืออี-คอมเมิร์ซ มากยิ่งขึ้น ซึ่งทิศทางการเติบโตของอี-เพย์เมนต์ และอี-คอมเมิร์ซ ที่ยังก้าวไปไม่เท่ากัน อาจส่งผลให้การไปสู่สังคมไร้เงินสดตามเป้าหมายของหลายชาติอาเซียนเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดคิดไว้

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา กูเกิล และบริษัทลงทุน เทมาเซ็ก โฮลดิ้งส์ คาดการณ์ว่า ยอดขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ จะขยายตัวโดยเฉลี่ยต่อปีที่ 32% ไปแตะ 8.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.91 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2025 และคิดเป็น 6% ของยอดค้าปลีกทั้งหมด จากที่ 5,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.82 แสนล้านบาท) เมื่อปี 2015 หลังได้อานิสงส์จากชนชั้นกลางในอาเซียนที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยบริษัทวิจัยนีลเส็นคาดการณ์ว่าจะไปอยู่ที่ 400 ล้านคน ในปี 2020 เพิ่มขึ้นจาก 190 ล้านคน ในปี 2012 และจากการที่ยอดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น 3 เท่าเป็น 600 ล้านคน ภายในปี 2025 จากประมาณ 200 ล้านคน เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่สดใส ส่งผล ให้หลายฝ่ายมองว่า อี-เพย์เมนต์จะเติบโตขึ้นตามไปด้วย โดยผลการวิจัยร่วมกันของบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ แคปเจมินี และธนาคารพีเอ็นพี พาริบาส ระบุว่า อี-เพย์เมนต์ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ปรับตัวขึ้นถึง 43.3% ในช่วงปี 2014-2015 ขณะที่มูลค่าการชำระเงินด้วยอี-เพย์เมนต์ขยายตัวไปอยู่ที่ประมาณ 2.7 แสน ล้านดอลลาร์ (ราว 8.95 ล้านล้านบาท) ในช่วงปี 2011-2015

บริการอี-เพย์เมนต์ต่างๆ มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการขับเคลื่อนรายได้ของภาคธุรกิจในปัจจุบัน โดยเพย์พัล ผู้ให้บริการรับชำระเงินออนไลน์จากสหรัฐ เปิดเผยในผลการสำรวจล่าสุดว่า ธุรกิจ 48% สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้ จากการเปิดช่องทางชำระเงินแบบอี-เพย์เมนต์ ขณะที่ธุรกิจ 80% ที่จำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดียต่างๆ เป็นหลัก เปิดเผยว่า อี-เพย์เมนต์ที่เป็นช่องทางรับเงินหลัก หนุนให้กิจการเติบโตขึ้นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี แม้อี-เพย์เมนต์จะขยายตัวต่อเนื่องติดต่อกัน แต่ก็ยังไม่เติบโตเต็มที่เสียที เนื่องจากชาวอาเซียนยังคงยึดการใช้เงินสด ซึ่งเป็นวิธีการชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน รูปแบบเดิมเป็นหลัก โดยเพย์พัลเปิดเผยในรายงานชื่อ "Digital Payments : Thinking beyond Transactions" ว่าด้วยการแนวโน้มการชำระเงินดิจิทัล พบว่าชาวอาเซียน 57% นิยมใช้เงินสดในชีวิตประจำวัน โดยผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 70% ในอินเดีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ใช้เงินสดบ่อยที่สุด ขณะที่มีเพียง 12% เท่านั้น ที่ใช้เงินผ่านอี-เพย์เมนต์

สิงคโปร์นับเป็นตัวอย่างประเทศอาเซียนที่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และอี-เพย์เมนต์เฟื่องฟู รวมถึงมีความพร้อมในด้านการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน แต่คนยังนิยมใช้เงินสดเป็นหลัก โดยบรรดาผู้ค้าขาย ในสิงคโปร์กว่า 58% รับการชำระเงินผ่านอี-เพย์เมนต์ แต่ชาวสิงคโปร์ 43% ยังคงซื้อของด้วยเงินสดอยู่ ซึ่งแม้ว่าสัดส่วนการใช้เงินสดจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอาเซียน แต่ก็ยังไม่ทิ้งห่างมากนัก และคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด

รายงานของเพย์พัลนับว่าสอดคล้องกับรายงานเกี่ยวกับบริการทางการเงินในอาเซียนของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เมื่อปี 2016 ที่พบว่าชาวอาเซียนราว 61% ยังคงใช้เงินสดซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ที่รวมถึงค่าสาธารณูปโภคด้วยเช่นกัน

สาเหตุที่ประชากรอาเซียนยังยึดติดกับการใช้เงินสด และไม่หันไปหา บริการอี-เพย์เมนต์มากขึ้นเสียทีนั้น มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน

สาเหตุแรกมาจากความไม่เข้าใจเรื่องการใช้งานบริการอี-เพย์เมนต์ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นคิวอาร์โค้ด หรืออี-วอลเล็ต โดยบริการของแต่ละเจ้าก็แตกต่างกันไป เช่น ผู้ใช้อาจต้องโหลดแอพพลิเคชั่นดังกล่าวมาไว้ในสมาร์ทโฟนก่อน ถึงจะสามารถใช้บริการอี-เพย์เมนต์ได้

ความไม่เข้าใจดังกล่าวส่งผลให้ ผู้บริโภคมองว่า การใช้งานอี-เพย์เมนต์ซับซ้อนยุ่งยาก เช่น การต้องตั้งรหัสความปลอดภัย หรือทำตามขั้นตอนยืนยันต่างๆ ก่อนใช้บริการ ซึ่งส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากหันกลับไปใช้เงินสดชำระสินค้าและบริการต่างๆ แทน ที่รวมถึงการจ่ายเงินปลายทาง ซึ่งยังครองสัดส่วนสูงมากถึง 74% แม้ว่า สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ก็ตาม เนื่องจากทำได้ง่าย เพียงแค่ยื่นเงินไปก็จบ

ด้วยเหตุนี้ หากต้องการส่งเสริมอี-เพย์เมนต์ในวงกว้างขึ้น ภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องเพิ่มความร่วมมือทั้งในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบริการดังกล่าว และปรับปรุงระบบ ให้สามารถใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้่น โดยบรรดาผู้ค้าอาจเพิ่มแรงจูงใจในการใช้อี-เพย์เมนต์ เช่น ให้ส่วนลดหรือสิทธิพิเศษต่างๆ มากกว่าการจ่ายเงินสด หากใช้จ่ายผ่านอี-เพย์เมนต์

สำหรับสาเหตุประการต่อไปคือเรื่องความวิตกเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว จากข่าวการแฮ็กเกอร์ทั่วโลกเจาะระบบของสถาบันการเงินต่างๆ ก่อนหน้านี้ ซึ่งนอกจากจะก่อความกลัวเรื่องเงินสูญหายแล้ว ความเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ถูกนำไปใช้อย่างผิดกฎหมายก็มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีเพียงแค่มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ที่มีกฎหมายกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการปรับระบบความปลอดภัยให้ เข้มแข็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบการยืนยันตัวตนผ่านไบโอเมทริกมาใช้แทนการใส่รหัสผ่านแบบเดิมๆ คาดว่าจะสามารถช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการได้อย่างมาก

แม้การพัฒนารูปแบบอี-เพย์เมนต์ให้ตอบโจทย์การใช้งานผู้ใช้ถือเป็นเรื่องจำเป็น แต่การปรับรูปแบบการรับเงินก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเวิลด์แบงก์ ระบุว่า ชาวอาเซียนถึง 71% ยังคงรับเงินค่าแรงเป็นเงินสดอยู่ หมายความว่าเมื่อได้รับค่าจ้างเป็นเงินสด การใช้เงินสดจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆ จึงสะดวกกว่านั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ แม้การผลักดันอี-เพย์เมนต์ในอาเซียนของรัฐบาลและภาคธุรกิจต่างๆ นับว่ามาถูกทางแล้วใน ขณะนี้ เนื่องจากบริการต่างๆ คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่การหวังไปสู่สังคมไร้เงินสดในอนาคต ยังต้องมีการดำเนินการอีกมากทั้งในด้านการเสริมสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภคและการวางหลักเกณฑ์ต่างๆ เพิ่มเติมของภาครัฐ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท