มีลูกคนเดียว อย่าเลี้ยงแบบเทวดา
เรื่อง อณุสรา ทองอุไรภาพ pixabayยุคก่อนเราคงเคยได้ยินคนรุ่นพ่อแม่มักจะพูดกันว่ามีลูกคนหนึ่ง พ่อแม่จะจนไป 10 ปี แต่ถ้าเป็นยุคนี้มีลูกหนึ่งคนพ่อแม่คงต้องจนไป 20 ปี เป็นแน่แท้ เพราะค่าครองชีพแพงหูฉี่ เลยทำให้พ่อแม่สมัยนี้นิยมมีลูกเพียงคนเดียวเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ แต่ผลข้างเคียงที่ตามมา ก็คือ ลูกคนเดียวส่วนใหญ่จะกลายเป็นเทวดา หรือลิตเติ้ลฮ่องเต้ เพราะพอมีลูกหลานน้อยทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ก็จะตามใจโดยไม่รู้ตัว ดูแลประเคนให้ทุกอย่าง
เรื่อง อณุสรา ทองอุไรภาพ pixabay
ยุคก่อนเราคงเคยได้ยินคนรุ่นพ่อแม่มักจะพูดกันว่ามีลูกคนหนึ่ง พ่อแม่จะจนไป 10 ปี แต่ถ้าเป็นยุคนี้มีลูกหนึ่งคนพ่อแม่คงต้องจนไป 20 ปี เป็นแน่แท้ เพราะค่าครองชีพแพงหูฉี่ เลยทำให้พ่อแม่สมัยนี้นิยมมีลูกเพียงคนเดียวเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ แต่ผลข้างเคียงที่ตามมา ก็คือ ลูกคนเดียวส่วนใหญ่จะกลายเป็นเทวดา หรือลิตเติ้ลฮ่องเต้ เพราะพอมีลูกหลานน้อยทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ก็จะตามใจโดยไม่รู้ตัว ดูแลประเคนให้ทุกอย่าง
ลูกหลานไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไรเพราะมีแต่คนรุมเอาใจ ยิ่งถ้ามีพี่เลี้ยงด้วยละก็ทำให้ทุกอย่าง สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ คือ เด็กทำอะไรไม่เป็นเลย กลายเป็นโรคกลัวความลำบากเจออะไรยากๆ มีปัญหานิดๆ หน่อยๆ หนักไม่เอาเบาไม่สู้เสียแล้ว แถมสมัยนี้เทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกทุกอย่าง มีเครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน มีรีโมท ไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไรเลย ก็เลยไปกันใหญ่เด็กๆ ทำอะไรไม่เป็นเลยทีนี้
ไม่ใช่เฉพาะคนรวยเท่านั้นที่เลี้ยงลูกแบบสบายเกินไป คนไม่รวยก็เป็นเช่นกัน เพราะตัวเองเคยจนเลยไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตน ก็เผลอตามใจโดยไม่รู้ตัว
อย่าปกป้องลูกเกินไป
พญ.วรรณพักตร์ วิวัฒนวงศา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า พ่อแม่ต้องตระหนักว่าจะเน้นเพียงให้ลูกจะเรียนให้ดีอย่างเดียวนั้นไม่ส่งผลดีต่อลูก การมีพี่เลี้ยงไว้คอยดูแลลูกน้อย โดยไม่ยอมสอนลูกให้ลองทำอะไรด้วยตัวเอง เมื่อเติบโตขึ้นในสังคม เช่น เริ่มต้นเข้าโรงเรียนก็จะกลายเป็นภาระให้กับบุคคลรอบข้างที่ต้องคอยช่วยเหลือ
ปกป้องลูกมากเกินไป กังวลเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับลูก ไม่หาโอกาสพาลูกออกไปเปิดประสบการณ์ต่อโลกภายนอก และจำกัดที่ทางให้ลูกอยู่ภายใน Comfort Zone ให้ลูกนั่งดูทีวี เปิดยูทูบ เล่นเกมในไอแพด ปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้สังคมภายนอก และไม่รู้จักกับการแยกแยะความแตกต่างระหว่างคนดีกับคนไม่ดี ขาดการสังเกตและเรียนรู้ จะทำให้เด็กกลายเป็นคนขาดความอดทน ไม่มีความมั่นคงในจิตใจ อ่อนแอ และแข็งกระด้าง
นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่เข้าถึงอย่างรวดเร็ว มีการนำเสนอรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดูสวยหรูผ่านสื่อทุกช่องทาง มีการโชว์และแชร์ถ่ายภาพ อวดของหรู ชูของสวย ด้วยอิทธิพลของสื่อเองและการเลี้ยงลูกแบบตามใจมาก่อน ทำให้เด็กเกิดความอยากได้อยากมีตามกระแสสังคม โรคไม่รู้จักความลำบากของเด็กไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากสาเหตุใดก็ตาม หากพ่อแม่รับรู้ถึงผลกระทบที่ตามมาแล้ว ก็สามารถที่จะเตรียมวัคซีนวินัยวุฒิภาวะ เพื่อเตรียมรับมือและฝึกลูกให้เริ่มต้นตั้งแต่เล็กๆ ก่อนที่จะสายเกินแก้
คุณหมอแนะนำวิธีการแก้ไขว่า คุณพ่อคุณแม่อย่ากลัวลูกลำบากควรสอนให้ลูกรู้จักทำงาน ฝึกให้เขาช่วยเหลือตัวเอง และได้ทำอะไรเพื่อแบ่งเบาภาระของคุณพ่อคุณแม่บ้าง เช่น สอนให้รู้จักเก็บของเล่นด้วยตัวเอง สอนให้เก็บจาน สอนให้รู้จักจัดหนังสือเรียน ช่วยงานบ้าน โดยให้ทำกิจกรรมต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัย เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ความลำบาก รู้จักความพยายามในการทำให้งานต่างๆ ให้เสร็จลุล่วงไปได้ด้วยตัวเอง
ฝึกความอดทนให้ลูก ส่งเสริมให้ลูกได้ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้ความอดทน เช่น เดินทางไกล ปลูกต้นไม้ เล่นหมากกระดาน และอื่นๆ ที่จะช่วยให้เขาได้เรียนรู้การเผชิญอุปสรรค ให้เขาได้มีความเข้าใจว่าบางสิ่งบางอย่างไม่ได้หามาได้ง่ายๆ ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องมีความอดทนที่จะสอนลูก และพูดคุยด้วยเหตุผลกับลูกด้วยความใจเย็นเช่นกัน
อย่าเลี้ยงลูกด้วยวัตถุ ต้องสอนให้ลูกรู้จักพอเพียง และไม่ตามใจลูกจนเคยตัว ถ้าสิ่งไหนที่เกินความจำเป็นก็ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าทำไมถึงให้ไม่ได้ หากคุณพ่อคุณแม่สอนให้ลูกรู้จักกับความลำบากบ้าง ฝึกลูกให้มีความรับผิดชอบ และเปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้โลกภายนอกบ้าง ก็เท่ากับเป็นการปลูกฝังให้ลูกรู้จักพื้นฐานความเป็นจริงของชีวิต มีภูมิคุ้มกันที่ดี เมื่อเขาเติบโตขึ้นก็สามารถเรียนรู้และพร้อมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี มีพร้อมทั้งไอคิว (ความฉลาดทางสมอง) อีคิว (ความฉลาดทางอารมณ์) และเอสคิว (ทักษะทางสังคม)
"ถ้าพ่อแม่ไม่ได้เลือกสร้างภูมิคุ้มกันความลำบากให้ลูก ไม่ให้ลูกได้ออกไปพบเจอโลกของความจริงที่ว่า ชีวิตแม้ว่าจะรวยหรือจนก็ไม่มีใครสบายได้ตลอดไป ต้องมีความลำบาก ความทุกข์ เกิดขึ้นปะปนกันไป การสอนให้ลูกรู้จักกับความลำบาก ฝึกลูกให้มีหน้าที่รับผิดชอบ รู้การแบ่งปัน การให้ และเรียนรู้ หรือพยายามทำด้วยตัวเองได้ตั้งแต่เด็กย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่จะให้ลูกอยู่ในสังคมที่แข่งขันสูงๆ ได้ ลูกก็จะแข็งแรงมั่นคงทั้งร่างกายและจิตใจ อย่าปกป้องลูกมากเกินไป"
ยิ่งสบายยิ่งไอคิว-อีคิว-เอสคิวต่ำ
พญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ นายกสมาคมนักวิจัยไทยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าวว่า เด็กไอคิวสูงไม่ได้หมายถึงเรียนเก่ง แต่หมายถึงรู้จักใช้ชีวิต คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็น พึ่งพาตัวเองได้ ไม่เป็นภาระ และเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่นได้ จากงานวิจัยตั้งแต่ปี 2543 มีข้อสรุปว่า การเลี้ยงดูเด็กในครอบครัวแบบไทยๆ ไม่ว่ารวยหรือจน โดยเฉลี่ยแล้วทำให้เด็กไทยไอคิวต่ำกว่าอายุจริง
เด็ก 6 เดือนแรกวัดจากพัฒนาการ เด็กวัยนี้เฉลี่ยแล้วมีศักยภาพทางสมองสูงกว่า 130 เป็นตัวชี้วัดที่เรียกว่าต้นทุนดี ไม่มีปัญหา เพราะเรายังไม่ได้ใส่อะไรให้เด็ก แต่พอผ่านการเลี้ยงดูไปถึงระบบโรงเรียน เด็กจะไอคิวต่ำตั้งแต่ขวบแรก นี่แสดงถึงผลของสิ่งแวดล้อม พ่อแม่ โรงเรียน ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเด็ก ทำให้ถดถอย
ต่างจากสมัยก่อน พ่อแม่ฐานะไม่ดีก็ให้ลูกทำงานตั้งแต่เด็ก นั่นเป็นวิธีที่ทำให้เด็กได้ใช้ร่างกายและสมองแก้ปัญหาชีวิต ดูแลตัวเอง แต่เด็ก สมัยนี้ถูกเลี้ยงแบบเทวดา ไม่ใช่ลูกคนรวยอย่างเดียวนะ คนฐานะไม่ดี ก็เลี้ยงแบบนั้น ไม่ให้ทำอะไรเลย เรียนหนังสืออย่างเดียว ทุกคนตั้งความหวังกับการเรียนในโรงเรียน ก็คือ เรียนหนังสือสิ แล้วลูกคุณจะฉลาด ซึ่งไม่จริงเลย คนเราจะฉลาด ไม่ได้มาจากการสอนในระบบโรงเรียน มันต้องสะสมตั้งแต่เด็ก ก็คือ ฉลาดในตัวเองก่อน รู้จักใช้กล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว การหัดคิด เด็กก็ต้องมีกระบวนการทดลองด้วยตัวเอง กระบวนการทุกอย่างทำให้เด็กฉลาดได้
"ปัญหาใหญ่ของสังคมไทย คือ เด็กเป็นผู้ใหญ่ช้า สิ่งที่ตัดสินใจความเป็นผู้ใหญ่ คือ ความคิดความเข้าใจต่อสิ่งรอบข้างเชิงนามธรรม เวลาทดสอบไอคิวจะทดสอบเรื่องนี้ เพราะเป็นเป้าหมายสำคัญในการเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเด็กเติบโตขึ้นจะได้เข้าใจกระบวนการคิด เรื่องเหตุผล เข้าใจกฎธรรมชาติ และรู้วิธีการดำเนินชีวิต ถ้าคุณบอกว่า ลูกอายุ 20 ปี บรรลุนิติภาวะ ไม่ใช่เลย หากลูกคุณสมองแค่ 17 ปี เด็กบางคนอยู่อนุบาล 3 ยังใส่เสื้อผ้าไม่ได้ กินข้าวเองไม่ได้ เพราะมีคนรับใช้ตามป้อนข้าว ถ้าเป็นอย่างนั้น เข้าประถม 1 จะเรียนอะไรได้"
ครอบครัวตะวันตกเลี้ยงลูกให้พึ่งพาตัวเองตั้งแต่เด็ก ปล่อยให้ลูกแสวงหา ถ้ามีปัญหาพ่อแม่ก็ช่วย ส่วนสังคมญี่ปุ่นสอนลูกเรื่องการทำงาน ระเบียบวินัย และจริยธรรมจะเน้นมาก ส่วนสังคมไทยเป็นสังคมสบายๆ เลี้ยงลูกให้สบายเกินไปจนจะกลายเป็นพ่อแม่รังแกฉัน
ถ้าเกิดอะไรขึ้น จะมีเด็กสักกี่คนดูแลตัวเองได้ ถ้าตกไปอยู่กลางเกาะ หุงข้าวไม่เป็น จะทำอย่างไรให้อยู่รอด พ่อแม่ทุกคนควรถามตัวเอง ถ้าไม่ได้เลี้ยงลูกให้พึ่งตัวเอง วันหนึ่งพลัดพรากจากกัน ลูกจะดูแลตัวเองได้ไหม รู้ไหมว่า ผักชนิดไหนกินได้หรือกินไม่ได้ หรือเลี้ยงลูกมา 20 ปี ได้เกียรตินิยมแล้วกระโดดตึกตาย แบบนี้เอาไหม คนเราต้องฉลาดทุกส่วน คิดเป็น ไม่เบียดเบียนคนอื่น
ดังนั้น พ่อแม่ต้องรู้ความสามารถลูก ตรงไหนขาดต้องช่วย ตรงไหนเก่งต้องเสริม ก่อนจะมาถึงจุดนั้น เด็กต้องรู้จักใช้กล้ามเนื้อ ประสาทสัมผัสทั้ง 6 ต้องดี เด็กเล็กๆ ต้องสอนให้ลงมือทำ ดู ชิม ความรู้สึกภายในเป็นอย่างไร เมื่อโตขึ้นเขาจะค่อยๆ แปลงข้อมูลเหล่านี้เป็นนามธรรม เพราะมนุษย์เรียนรู้ด้วยการเลียนแบบ เด็กไม่ได้เรียนรู้จากการสั่งสอน n


