posttoday
สังคมไร้เงินสด เร็วเกินคาด

สังคมไร้เงินสด เร็วเกินคาด

03 กันยายน 2560

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์กระแสของการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-เพย์เมนต์) ค่อนข้างได้รับความสนใจ และการตอบรับจากทั้งผู้พัฒนาระบบอี-เพย์เมนต์ อย่างสถาบันการเงิน และประชาชนทั่วไปที่เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายจากเงินสดไปยังรูปแบบไร้เงินสด เช่น ดิจิทัลแบงก์กิ้ง และการใช้จ่ายผ่านบัตร ที่มีอัตราเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

กระแสของการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-เพย์เมนต์) ค่อนข้างได้รับความสนใจ และการตอบรับจากทั้งผู้พัฒนาระบบอี-เพย์เมนต์ อย่างสถาบันการเงิน และประชาชนทั่วไปที่เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายจากเงินสดไปยังรูปแบบไร้เงินสด เช่น ดิจิทัลแบงก์กิ้ง และการใช้จ่ายผ่านบัตร ที่มีอัตราเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นโยบายการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) ของรัฐบาล ที่ตั้งขึ้นมานั้น นอกจากเรื่องความสะดวกรวดเร็วในการจับจ่ายใช้สอยแล้ว ยังมุ่งสร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยภาพรวม โดยเฉพาะในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีชี้วัดความง่ายของการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ที่วัดโดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) อีกด้วย

การใช้เงินสดเป็นหลักในการชำระราคา ล้วนแต่เป็นต้นทุนของการทำธุรกิจและต้นทุนการทำธุรกรรม ซึ่งผู้ที่เห็นต้นทุนสูงจากการใช้เงินสดอย่างชัดเจน ก็คือ สถาบันการเงิน ที่มีค่าใช้จ่ายในการจัดการเงินสดเป็นมูลค่ามหาศาล รวมแล้วทั้งประเทศมีต้นทุนจัดการเงินสดหลักแสนล้านบาทต่อปี ขณะที่ภาคธุรกิจไม่ว่าจะเล็ก กลาง หรือใหญ่ ก็มีต้นทุนแฝงจากการใช้เงินสด ไม่ว่าจะรู้หรือไม่ก็ตาม

ยกตัวอย่าง ต้นทุนเงินสดพ่วงด้วยการใช้เช็ค อย่างการทำธุรกิจในปัจจุบัน มีการออกเช็คสั่งจ่ายไปยังคู่ค้า ต้องมีค่าใช้จ่ายจ้างแมสเซนเจอร์ในการส่งเอกสารต่างๆ รวมทั้งการฝากเช็คไปยังธนาคาร คู่ค้ามีการนำเช็คไปเบิกเป็นเงินสดเพื่อ นำออกมาหมุนเวียนในธุรกิจ ส่วนธุรกิจเมื่อรับเงินสดมามากในระดับหนึ่งก็ต้องเดินทาง เพื่อนำเงินนั้นไปฝากเข้าบัญชี ที่สาขาของธนาคาร

ส่วนประชาชนทั่วไป ที่ยังใช้เงินสดเป็นหลักในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ก็พึ่งพาการกดเงินจากเครื่องเอทีเอ็ม ที่มีอยู่ทุกหัวระแหง ต้นทุนค่าเครื่องเอทีเอ็มหลายแสนบาท รวมกับการที่ต้องใช้พนักงานขนส่งเงินสดไปใส่ในเครื่องเอทีเอ็มนั้นเพื่อรองรับการกดเงินของประชาชน การขนส่งเงินก็ต้องมีการทำประกันไว้ด้วย ส่วนใครที่เป็นผู้ใหญ่หน่อยก็ไปใช้บริการฝาก ถอน จ่ายบิลที่สาขา ปัจจุบันต้นทุนการทำธุรกรรมที่สาขาเฉลี่ย 80 บาท/คน แต่ธนาคารไม่คิดเงิน

เทคโนโลยีการชำระเงินแบบใหม่ ที่รัฐบาลและสถาบันการเงินกำลัง ผลักดัน จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการยกระดับประเทศไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล เพราะการชำระเงินเป็นพื้นฐานของการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในทุกภาคส่วน จึงถูกผลักดันขึ้นมาเป็นอันดับแรกของประเทศไทย 4.0

แน่นอนว่า สถาบันการเงินมีความตื่นตัวในเรื่องการพัฒนาระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์อย่างมาก เพราะเป็น เทรนด์ใหม่ที่ต้องตามให้ทันกับลูกค้า และยังต้องแข่งขันกับคู่แข่งใหม่จากธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารที่พร้อมเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดการชำระเงินจากสถาบันการเงินที่ปรับตัวไม่ทัน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันและสนับสนุนสถาบันการเงินให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ สนองตอบนโยบายเนชั่นแนลอี-เพย์เมนต์ เริ่มตั้งแต่ระบบพร้อมเพย์ ระยะแรกเป็นการโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคล และอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบพร้อมเพย์นิติบุคคล ที่รองรับการโอนชำระเงินของธุรกิจ ที่ทำให้ได้รับชำระเงินจากบุคคลและ จากคู่ค้าด้วยกันเอง

ล่าสุด ทุกสถาบันการเงินได้พัฒนาการชำระเงินแบบคิวอาร์โค้ด ที่เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอีกขั้นที่ถูกหมายมั่นปั้นมือ ว่า เทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีส่วนอย่างมากในการสร้างสังคมไร้เงินสด (แคชเลสโซไซตี้) เพราะสะดวก รวดเร็ว สามารถชำระเงินได้โดยใช้โทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว และที่สำคัญ คือ ค่าธรรมเนียมฟรี หรือถูกมาก ยิ่งทำให้คนหันมาใช้มากขึ้น

จึงเห็นได้ว่า สถาบันการเงินเกือบทุกแห่งเริ่มเปลี่ยนโหมดโมบายแบงก์กิ้ง ที่เพิ่มฟีเจอร์ที่หลากหลายสำหรับการชำระเงิน โดยในอนาคตเครื่องมือในการชำระเงิน เช่น บัตรเดบิต หรือบัตรเครดิต จะถูกเพิ่มเข้าไปในโมบาย แบงก์กิ้ง ผู้ใช้สามารถเลือกชำระเงินด้วยอะไร ก็เพียงคลิกเลือกแหล่งที่มาของเงิน เช่น ผ่านบัญชีธนาคาร ผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต แม้แต่พร้อมเพย์

พัฒนาการของการชำระเงินที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 2 ปีนี้ น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีของการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดได้อย่างรวดเร็ว เพราะโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกพัฒนาขึ้น รวมทั้ง ช่องทางการชำระเงินใหม่ๆ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องพกเงินสดให้ยุ่งยาก และอาจจะไม่จำเป็นต้องพกบัตรที่มีหลาย สิบใบต่อคนอีกด้วย

การยกระดับเนชันแนลอี-เพย์เมนต์ นอกจากจะเพิ่มความสะดวกต่อผู้บริโภคแล้ว หากพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ยังเป็นการช่วยขยายฐานภาษีของกระทรวงการคลังอีกด้วย เพราะมีข้อมูลรายการชัดเจนที่ตรวจสอบได้ พร้อมกับลดขั้นตอนการส่งเอกสารภาษีเพราะรัฐบาลวางระบบให้สถาบันการเงินเป็นผู้ส่งให้ เรียกว่า ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับเรื่องเอกสารอีก สามารถใช้เวลาที่ว่างขึ้นไปคิดพัฒนา ต่อยอดธุรกิจได้อีกมาก

แน่นอนว่า ไม่ใช่เพียงสถาบันการเงินหรือภาคธุรกิจเท่านั้นที่ยกระดับการชำระเงิน ในส่วนของภาครัฐเองก็กำลังเร่งปรับปรุงระบบการรับ-จ่ายเงินจากธุรกิจและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นเดียวกัน ภายใต้โครงการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) โดยที่เห็นกันแล้ว คือ การคืนภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์ การจ่ายเงินสวัสดิการผ่านพร้อมเพย์ ที่ทำได้อย่างไม่สะดุด และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ลงทะเบียนผูกบัญชีพร้อมเพย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ล่าสุด กรมสรรพากร เตรียมทำ E-Stamp เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้และชำระค่าอากรแสตมป์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ดีกว่าปัจจุบันที่ต้องซื้ออากรแสตมป์ที่กรมสรรพากร ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวกในการทำธุรกรรมมากขึ้น ขณะเดียวกันกรมสรรพากรก็จะทำ QR Code ของกรมสรรพากร เพื่อให้ผู้ชำระภาษีสามารถสแกน QR Code ชำระภาษีทั้งแบบรายเดือนและภาษีประจำปี ได้สะดวกมากขึ้น

ข้อดีที่สุดของ E-Government คือ ลดการรั่วไหลของเงินงบประมาณ ที่ต้องยอมรับว่า มีช่องโหว่มากมายหากยังรับจ่ายด้วยเงินสด เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่เมื่อรัฐบาลยกระดับขึ้นมาเป็นการรับชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ กระแสเงินจะเห็นชัดเจนและตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์

เห็นได้ชัดว่า ความง่าย และสะดวกสบาย มากขึ้นนี่เอง ที่เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยลดการใช้เงินสดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อผนวกกับเทคโนโลยีการชำระเงินที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว น่าจะทำให้ประเทศไทยเป็นแคชเลสโซไซตี้ได้ ในระยะเวลาไม่กี่ปีต่อจากนี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นโจทย์ของ ธปท.ที่พยายามดูแลอย่างใกล้ชิด คือ เสถียรภาพและความมั่นคงนั่นเอง ที่ทำให้ทุกเทคโนโลยีการเงินใหม่ที่จะนำออกใช้งานจริง ต้องผ่านการทดลองในแซนด์บอกซ์ เพื่อติดตามดูปัญหาข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้สถาบันการเงินไปแก้ไข ก่อนที่จะใช้จริง

ส่วนสถาบันการเงินเอง ต้องไม่ตื่นเต้นแค่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่สุดล้ำที่สุด แต่หลังบ้าน ต้องมีระบบป้องกันความเสี่ยงที่รัดกุม เพราะหากเกิดประเด็นความผิดพลาดจากการใช้เทคโนโลยี จากช่องโหว่เพียงนิดเดียว อาจทำให้ความเชื่อมั่นต่อระบบการ เงินหายไปด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท