
PRMเรือขนส่ง น้ำมัน-ปิโตร หนึ่งเดียวในSET
เรื่อง บงกชรัตน์ สร้อยทองบริษัท พริมา มารีน (PRM) ผู้ให้บริการกองเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันและปิโตรเคมีเหลวอย่างครบวงจร จะเริ่มสำรวจราคาจากนักลงทุนสถาบันในสัปดาห์นี้ (บุ๊กบิว) เพื่อกำหนดช่วงราคาเสนอขายให้หุ้นทั้งหมด 650 ล้านหุ้น ให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ก่อนที่จะจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ช่วงกลางเดือน ก.ย.นี้ และเบื้องต้นสัดส่วนขายหุ้นไอพีโอเป็นนักลงทุนสถาบันและรายบุคคลประมาณ 50%
เรื่อง บงกชรัตน์ สร้อยทอง
บริษัท พริมา มารีน (PRM) ผู้ให้บริการกองเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันและปิโตรเคมีเหลวอย่างครบวงจร จะเริ่มสำรวจราคาจากนักลงทุนสถาบันในสัปดาห์นี้ (บุ๊กบิว) เพื่อกำหนดช่วงราคาเสนอขายให้หุ้นทั้งหมด 650 ล้านหุ้น ให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ก่อนที่จะจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ช่วงกลางเดือน ก.ย.นี้ และเบื้องต้นสัดส่วนขายหุ้นไอพีโอเป็นนักลงทุนสถาบันและรายบุคคลประมาณ 50%
ทั้งนี้ ไอพีโอมีทั้งหมด 650 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท แบ่งเป็น หุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีหุ้นเดิมเสนอขายโดย บริษัท นทลิน 45 ล้านหุ้น และ ออสติน แอสเสท จำนวน 105 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทด้วย
สิ่งที่บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย ได้ชูจุดแข็งของบริษัทคือ เป็นบริษัทหนึ่งเดียวที่เป็นสัญชาติไทยที่ทำธุรกิจผู้นำในการขนส่งน้ำมันและปิโตรเคมีเหลวที่จดทะเบียนเข้า SET เพียงแห่งเดียว
บริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจใกล้เคียงมากที่สุดคือ ขนส่งน้ำมันปาล์มและไบโอดีเซลเป็นหลัก ขณะที่มีความแตกต่างจากธุรกิจเดินเรืออื่นที่เน้นการขนส่งสินค้าทั่วไปเป็นหลัก ทำให้ PRM จะไม่ได้รับผลกระทบจากค่าระวางเรือ หรือความผันผวนของราคาน้ำมันโดยตรง
เพราะทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับ ค่าบริการและการบริหารต้นทุนเป็นหลัก รวมถึงความต้องการใช้ในน้ำมันดิบและปิโตรเคมีของโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกปีประมาณ 3-4% ซึ่งปกติการเติบโตของความต้องการในเอเชียจะมากกว่าพื้นที่อื่นทั่วโลก
"PRM จะได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจนานกว่า 30 ปี มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันและปิโตรเลียมอย่างครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของไทย และมีการบริหารจัดการที่ดีมาโดยตลอด ที่สำคัญมีอัตรากำไรสุทธิที่สูงประมาณ 20% อีกทั้งยังมีช่องว่างการเติบโตได้อีกมาก" วีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สาย Primary Distribution ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าว
"ชาญวิทย์ อนัคกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PRM กล่าวว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการขยายกองเรือเพื่อลดอายุเฉลี่ยของเรือเก่าที่ปัจจุบันอยู่ที่ 19 ปี ตั้งเป้าว่าภายในปี 2562 จะมีอายุเฉลี่ยลดลงเหลือ 12 ปี ซึ่งสิ้นปีก่อนมีกองเรือ 22 ลำ และเพิ่งซื้อเรือใหม่เข้ามา 3 ลำ ซึ่ง 2 ลำแรกเป็นเรือขนส่งน้ำมันและปิโตรเลียมเหลว โดยอีก 1 ลำเป็นเรือขนส่งและจัดเก็บผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปแบบลอยน้ำ (FSU)
อย่างไรก็ดี ทำให้ปัจจุบันมีกองเรือทั้งหมด 28 ลำ โดยปี 2561 และ 2562 ตั้งเป้าจะมีเรือใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกปีละ 10 ลำ แนวโน้มก็เป็นเรือประเภทที่ใช้ขนส่งปิโตรเลียมเหลวเพิ่มด้วย เนื่องจากปัจจุบัน PRM มีการขนส่งเพียง 1% ของสัดส่วนผลิตปิโตรเลียมที่ผลิตในประเทศอยู่ นอกนั้นเป็นเรือของบริษัทต่างชาติ จึงจะเห็นได้ว่า PRM ยังมีโอกาสในการดำเนินธุรกิจได้อีกมาก
"การที่บริษัทจะมีกองเรือเพิ่มขึ้น เหมือนมีกำลังในการขนส่งเรือที่มากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อายุเรือเฉลี่ยก็ลดลง จึงมีผลโดยตรงที่จะทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายหรือการบริหารเรือดีขึ้น เมื่อต้นทุนบริษัทลดลงด้วย การบริหารจัดการกองเรือก็ดีขึ้นด้วย ผลทั้งหมดก็จะส่งไปยังลูกค้าที่จะช่วยลดต้นทุนลูกค้าได้ทุกอย่างก็จะสะท้อนกลับมาที่บรรทัดสุดท้ายในอนาคตมากขึ้นเช่นกัน" ชาญวิทย์ กล่าว
นอกจากนั้น บริษัทยังนำเอาเงินไปชำระคืนเงินกู้ ทำให้อัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ลดลงเหลือ 1 เท่า จากปัจจุบันที่ 2 เท่า และที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
บริษัทเน้นมาโดยตลอดคือ การบริหารจัดการเรือให้เกิดประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ต้องการเป็นโบรกเกอร์เรือที่ขนถ่ายสินค้าเรือไปมาและรับค่าคอมมิชชั่นและจบกันไปเท่านั้น สิ่งที่บริษัทเน้นคือ ต้อง "หมุนเรือให้เป็น" แม้บริษัทจะเป็นเรือขนเคมี แต่ก็จะมีสินค้าบรรทุกกลับมา ซึ่งแตกต่างจากเรือขนส่งน้ำมันและปิโตรเคมีอื่น ที่ปกติไปส่งสินค้าแล้วก็จะตีเรือเปล่ากลับมา ทำให้บริษัทสามารถลดราคาค่าขนส่งทั้งขาไปหรือขา กลับ เพื่อเอาต้นทุนเฉลี่ยมาหารทั้งสองขาทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ไปด้วยกัน
"ธุรกิจนี้จะคิดค่าบริการคนละแบบกับเรือที่ขนตู้คอนเทนเนอร์ ดังนั้นกำไรที่ได้ไม่เกี่ยวทั้งค่าระวางเรือและราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นหรือลงแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่ได้คือค่าบริการในการขนส่งและจัดเก็บของบริษัทเอง" ชาญวิทย์ กล่าว
สิ่งสำคัญนั่นคือ ต้องมี "เทคโนโลยีการล้างถัง" ที่ใช้ประสบการณ์การแก้ไข พัฒนาเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ และต้องดูส่วนผสมเคมีอะไรที่สามารถมีการขนส่งไปกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสารเคมีบางตัวเมื่อโดนส่วนผสมกับน้ำก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยาเป็นอย่างอื่นได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ PRM มีจุดแข็งที่สามารถแข่งขันกับบริษัทต่างประเทศได้
ภายใน 3 ปีนี้บริษัทตั้งเป้างบลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท สำหรับการซ่อมบำรุงและเรือเก่า รวมถึงซื้อเรือใหม่เพิ่มเติม ขณะที่ลูกค้าของบริษัทรองรับทั้งบริษัทในกลุ่มเครือ ปตท. และบริษัทน้ำมัน ต่างประเทศชื่อดัง
ชาญวิทย์ กล่าวว่า รายได้ปีนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 11% จากปีก่อนที่มี รายได้ 4,296 ล้านบาท และกำไร 1,202 ล้านบาท เนื่องจากลูกค้ามีปริมาณการขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยครึ่งแรกของปีนี้บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 2,270 ล้านบาท มีกำไรสุทธิที่ 489 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น ที่ 29.5% และอัตรากำไรสุทธิที่ 21.53%







