
เมื่อฝรั่งกลับมาอีกครั้ง
ประกิตการปรับเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นไทย (SET Index) สัปดาห์ที่ผ่านมา 2.92% ปัจจัยหลักมาจากการกลับเข้ามาซื้ออีกครั้งของนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเป็นภาพที่ต่อเนื่องจากการเข้า Long ใน SET50 Futures กว่า 8.19 หมื่นสัญญา ในช่วง 6 วันก่อนหน้า สาเหตุที่ทำให้นักลงทุนย้อนเข้าหาหุ้นไทยอีกครั้ง KS Research เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ว่า
ประกิต
การปรับเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นไทย (SET Index) สัปดาห์ที่ผ่านมา 2.92% ปัจจัยหลักมาจากการกลับเข้ามาซื้ออีกครั้งของนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเป็นภาพที่ต่อเนื่องจากการเข้า Long ใน SET50 Futures กว่า 8.19 หมื่นสัญญา ในช่วง 6 วันก่อนหน้า สาเหตุที่ทำให้นักลงทุนย้อนเข้าหาหุ้นไทยอีกครั้ง KS Research เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ว่า
1.ความเสี่ยงที่ตลาดจะทำการปรับลดคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของ SET ในปี 2560 จากระดับปัจจุบันที่ 100.89 บาท/หุ้น มีต่ำมาก หลังจากการรายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 2 ออกมาตลาดมีกำไรสุทธิ 2.25 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปอย่างที่ตลาดคาดหวังจนทำให้กำไรในช่วงครึ่งแรกของปีสูงถึง 5.15 ล้านบาท คิดเป็น 51.5% ของตลาดคาดไว้ทั้งปีที่ 9.99 แสนล้านบาท
2.อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ในงวดไตรมาส 2 ขยายตัว 3.7% ดีกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนสามารถฟื้นตัวกลับมาขยาย ฟื้นตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2559 (บวก 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เทียบกับลบ 1.1% ก่อนหน้า) นำมาซึ่งการปรับคาดการณ์ GDP Growth ปี 2560 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็น 3.5-4%
ทั้งสองเหตุผลข้างต้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปจากเมื่อต้นปี ที่ตลาดหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงเรื่อง EPS และ GDP ที่ขยายตัวในอัตราต่ำ เมื่อปัจจัยที่เคยกดดันเปลี่ยนไปกระแสเงินจึงไหลเข้ามายังไทยอีกครั้ง นอกจากนั้น SET Index ยังได้ปัจจัยเสริมจากสถานะแหล่งปลอดภัยของไทย ที่นักลงทุนต่างประเทศมักจะนำเงินเข้ามาพัก ในยามที่โลกเกิดสภาวะ Risk Off โดยมีประเด็นความกังวลเรื่องการทดลองยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ซึ่งรอบนี้เป็นการยิงผ่านเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่น เป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดหุ้นเอเชียเหนือเป็นอย่างมาก นักลงทุนต่างประเทศทำการขายสุทธิทั้งในเกาหลีใต้ 211 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไต้หวัน 152 ล้านดอลลาร์ และยังขายประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างอินโดนีเซีย 91 ล้านดอลลาร์ ตรงกันข้ามกับการเข้าซื้อในไทย 145 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม เมื่อความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีลดลง คาดว่าการโยกย้ายกระแสน่าจะชะลอตัวลง แรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และอิงกับคาดหวังแนวโน้มเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวของไทย
กระแสเงินที่เข้ายังไทยส่วนใหญ่จะไหลเข้าสู่ตราสารทุน ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้าที่มักจะไหลเข้าไปยังตราสารหนี้ สาเหตุสำคัญคือปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 เดือน จนทำให้ Earning Yield Gap ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5% ซึ่งใน 8 ปีที่ผ่านมาที่ระดับดังกล่าวมักจะทำให้เกิดกระแสเงินเข้ามายัง SET และทำให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกครั้ง
การปรับลดลงมา 9 สัปดาห์ติดต่อกันของสต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐ (สู่ระดับ 457.8 ล้านบาร์เรล) เป็นปัจจัยดึงราคาดีดตัวขึ้นมา 2.8% ปิดที่ 47.23 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดว่าสัปดาห์หน้าสต๊อกน้ำมันดิบยังมีโอกาสที่จะปรับลงต่อเป็นสัปดาห์ที่ 10 เนื่องจากบรรดาโรงกลั่นต่างๆ ยังคงกำลังการผลิตในระดับสูงต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันช่วงฤดูกาลขับขี่ และโรงกลั่นยังแรงจูงใจในการผลิตจากค่าการกลั่นที่กำลังพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ 10.56 ดอลลาร์/บาร์เรล
ค่าการกลั่นยังคงได้ปัจจัยบวกจากเฮอริเคนฮาร์วี่ย์ที่ได้พัดเข้ามายังชายฝั่งทะเลใต้ของรัฐเทกซัส ซึ่งส่งผลให้โรงกลั่นต้องหยุดดำเนินการผลิตไปกว่า 24% ของกำลังการผลิตทั้งหมดในสหรัฐ โดยในรัฐเทกซัสมีกำลังการกลั่นน้ำมันเฉลี่ยราว 5.6 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่รัฐลุยเซียนามีกำลังการกลั่นน้ำมันเฉลี่ยราว 3.3 ล้านบาร์เรล/วัน กลุ่มพลังงานทั้งปิโตรเลียมและโรงกลั่น คาดว่าจะมีการปรับขึ้นมากกว่าตลาด ในวันนี้ KS Research เลือกบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เป็นตัวเด่นในกลุ่มปิโตรเลียม ขณะที่ยังคงแนะนำซื้อบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ต่อเนื่อง n







