posttoday
'บริกส์'แข่งอำนาจดุ ดึงมิตรนอกวงช่วยดันการค้า

'บริกส์'แข่งอำนาจดุ ดึงมิตรนอกวงช่วยดันการค้า

31 สิงหาคม 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ หรือ "บริกส์ : BRICS" ซึ่งประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ได้เริ่มขึ้นแล้วระหว่างวันที่ 3-5 ก.ย.นี้ ที่เมืองเซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกของจีน ซึ่งในปีนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นการประชุม "บริกส์ พลัส" ซึ่งมีประเทศตลาดเกิดใหม่อีก 5 ชาติเข้าร่วมด้วยเป็นครั้งแรก ประกอบด้วย ไทย อียิปต์ กินี ทาจิกิสถาน และเม็กซิโก

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ หรือ "บริกส์ : BRICS" ซึ่งประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ได้เริ่มขึ้นแล้วระหว่างวันที่ 3-5 ก.ย.นี้ ที่เมืองเซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกของจีน ซึ่งในปีนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นการประชุม "บริกส์ พลัส" ซึ่งมีประเทศตลาดเกิดใหม่อีก 5 ชาติเข้าร่วมด้วยเป็นครั้งแรก ประกอบด้วย ไทย อียิปต์ กินี ทาจิกิสถาน และเม็กซิโก

ในเชิงหลักการนั้น การดึงประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เข้ามาร่วมวงด้วยย่อมเป็นผลดีต่อการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและผูกมิตรการเมืองระหว่างกันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ในขณะเดียวกันนั้น ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึง "รอยร้าว" ภายในกลุ่มบริกส์เอง ที่เคยถูกตั้งความหวังให้เป็นกลุ่มเศรษฐกิจดาวรุ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมาก่อนในทศวรรษที่แล้ว

กลุ่มบริกส์ซึ่งรวมตัวกันเป็นครั้งแรก 4 ชาติ เมื่อปี 2006 และเปิดประชุมซัมมิตเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมานั้น ถูกตั้งความหวังว่าจะเป็นหัวหอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก หลังจากที่สหรัฐเผชิญวิกฤตซับไพรม์ขณะที่ยุโรปเผชิญวิกฤตหนี้สาธารณะและความเสี่ยงด้านเอกภาพตามมาหลังจากนั้น ขนาดเศรษฐกิจของ 5 ประเทศบริกส์ รวมกันคิดเป็นสัดส่วน 23% ของจีดีพีโลกในปี 2016 หรือ เพิ่มขึ้นมาเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนของ บริกส์กลับเริ่มแผ่วลงอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นำโดย "จีน" ที่ชะลอตัวลงพร้อมปัญหาหนี้จนต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ด้าน "รัสเซีย" เจอพิษน้ำมันโลกขาลงที่เขย่าค่าเงินรูเบิ้ลและเศรษฐกิจจนอ่วม เช่นเดียวกับประเทศเศรษฐกิจอิงคอมโมดิตี้อย่าง "บราซิล" ที่ยังเผชิญวิกฤตการณ์ทางการเมืองเขย่าซ้ำด้วย ขณะที่ ประเทศอื่นๆ ก็เผชิญผลกระทบขาลงของโลกไปตามสภาพ

ทว่า ปัญหาภายในบริกส์ที่ทำให้อาจจะไม่สามารถเป็นดาวเด่นช่วยผลักดันโลกได้อย่างที่คาดหวังนั้น นอกจากเรื่องเศรษฐกิจภายในของกลุ่มที่อ่อนแรงลงแล้ว ก็ยังเป็นเรื่องของปัญหา "การเมือง" และการแข่งขันที่ยากต่อการผสานความ ร่วมมือเป็นเนื้อเดียวกันได้สนิทใจ

ก่อนหน้าการประชุมบริกส์เพียงไม่นาน จีนและอินเดียเพิ่งจะยอมถอนทหารออกจากการเผชิญหน้าตามพื้นที่ดอกลัม (Doklam) ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างจีน อินเดีย และภูฏาน หลังเผชิญหน้ากันมาตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

การเผชิญหน้าเป็นเวลา 73 วัน ในเขตดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกองทัพอินเดียเข้าขัดขวางการสร้างถนนของจีนในบริเวณชายแดน เป็นสัญญาณของความสัมพันธ์ที่ระหองระแหง ต่อเนื่องจากความไม่พอใจของอินเดียต่อโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทางของจีน ที่ระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน พาดผ่านบริเวณแคชเมียร์ พื้นที่พิพาทระหว่างอินเดียและปากีสถานด้วย

"ไม่มีประเทศไหนยอมรับโครงการที่เมินเฉยต่อความกังวลหลักใน ด้านอธิปไตยและหลักบูรณภาพแห่ง ดินแดน" อินเดียเปิดเผยก่อนการประชุมโครงการ "1 แถบ 1 เส้นทาง" (โอบอร์ : OBOR) ของจีนเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีนั้น มาพร้อมกับความพยายามในการขยายเส้นทางการค้าของจีนและอินเดีย ส่งผลให้ทั้งสองประเทศเกิดใหม่ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียดึงชาติอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการค้า เข้าร่วมการ ประชุมบริกส์ด้วย

รายชื่อ 5 ประเทศ "พลัส" ที่ได้รับเชิญจากจีนในฐานะประธานหมุนเวียนของบริกส์ในปีนี้ เป็นชื่อ ที่คุ้นเคยยามเอ่ยถึงโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง หรือโครงการเส้นทางการค้าสายไหมแห่งใหม่ของจีนด้วยวงเงิน 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 165 ล้านล้านบาท) ซึ่งอียิปต์ เคนยา และไทย ได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงขึ้นร่วมการประชุมโครงการดังกล่าวในเดือน พ.ค. ส่วนทาจิกิสถานมีชายแดนติดกับจีนและเป็นหนึ่งในทางออกสู่ตะวันออกกลาง ขณะที่เม็กซิโกกำลังมีปัญหากับสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีคนใหม่ และจะเป็นโอกาสในการแผ่อิทธิพลของจีนไปยังละตินอเมริกา

หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานอ้างบรรดานักวิเคราะห์ว่า จีนมีตัวเลือกมากมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เลือก "ไทย" ขึ้นมาเป็นพลัสในการประชุมครั้งนี้ เพราะแม้จะมีความวุ่นวายทางการเมือง แต่เศรษฐกิจไทยยังคงดำเนินต่อไปได้ เช่น การส่งออกที่โตขึ้น 7% ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้น และไม่ได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองภายนอกประเทศ

"ไทยมีความสามารถในการจัดการได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และข้อพิพาททางการเมืองนอกประเทศไม่ทำให้เสถียรภาพทางการเมืองในภาพรวมของไทยเสีย ไป เป็นเหตุผลว่าทำไมไทยยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากอยู่" จางเปาฮุย ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยหลิงนาน ในฮ่องกง กล่าว

ไทยยังมีความสำคัญสำหรับจีนอย่างมากทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง โดยจางเปาฮุย กล่าวว่า ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงใกล้ชิดมากขึ้นหลังไทยซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำจากจีน และยังร่วมซ้อมรบทางอากาศกันในเดือนที่แล้ว

นอกจากนี้ บินหวง นักวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกร เปิดเผยกับเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ว่า จีนเห็นไทยเป็นศูนย์ขนส่งระดับภูมิภาคสำหรับธุรกิจจีน โดยไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการสร้างทางรถไฟที่จะเดินทางจากคุนหมิง ทางตอนใต้ของจีน ผ่านเข้าไปยังลาว และเดินทางต่อไปยังหนองคาย เพื่อเชื่อมต่อไปยังกรุงเทพฯ

สำหรับ "อียิปต์" มีความสำคัญสำหรับโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง ในฐานะเจ้าของพื้นที่คลองสุเอซ ซึ่งเป็นหน้าด่านสำคัญของเรือสินค้าจากจีนที่แล่นมาจากแอฟริกา ในการกระจายต่อไปยังจุดหมายปลายทางในยุโรปต่อไป ไม่ว่าจะผ่านเส้นทางทางน้ำที่เชื่อมไปยังกรีซ ที่จีนเข้าไปเทกโอเวอร์ท่าเรือใหญ่ไว้แล้ว หรือจะเป็นทางบกที่จีนกำลังวางเครือข่ายเส้นทางรถไฟเอาไว้ครอบคลุมแล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จีนไม่ใช่ชาติแรกที่เชิญประเทศนอกกลุ่มบริกส์เข้าร่วม

ในปี 2016 ที่ผ่านมา อินเดียเชิญประเทศแถบอ่าวเบงกอล เข้าร่วม การประชุมกรอบความร่วมมืออนุภูมิ ภาคความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลฯ (BRIMSTEC) ซึ่งประกอบด้วยบังกลา เทศ ภูฏาน เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย โดยอินเดียก็มีแผนจะขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมเส้นทางการค้ากับประเทศในแถบดังกล่าวเช่นกัน

จากข้อมูลรวบรวมโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา อินเดียลงทุนไปแล้วมากกว่า 4,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.5 แสนล้านบาท) และเพิ่งอนุมัติงบประมาณ 256 ล้านดอลลาร์ (ราว 8,448 ล้านบาท) เพื่่อยกระดับทางหลวงในรัฐมณีปุระไป เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้างทางหลวงเชื่อรัฐ มณีปุระ มายังเมืองตามูของเมียนมา ชายแดนระหว่างเมียนมาและอินเดีย ก่อนเชื่อมมายังแม่สอดของไทย

นอกจากนี้ อินเดียยังมีแผนจะขยายเส้นทางเชื่อมต่อจากไทยและ เมียนมาไปยังกัมพูชา ลาว และเวียดนาม เพื่อร่นระยะการเดินทางให้สั้นกว่าการเดินทางเรือผ่านแม่น้ำโขง

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย มีกำหนดจะเดินทางต่อไปยัง เมียนมา หลังจากการประชุมบริกส์ที่จีน และคาดว่านอกเหนือจากประเด็นควารุนแรงต่อชาวโรฮีนจาแล้ว โมดีคาดว่าจะพูดคุยเกี่ยวกับโครงการทางหลวงเชื่อมต่อระหว่างอินเดียและเมียนมาด้วย

กลุ่มบริกส์เป็นกลุ่มประเทศที่มีแรงดึงดูดให้เข้าร่วมลงทุนด้วย เช่น ขนาดประชากรมหาศาล โดยจากข้อมูลของอาลีรีเสิร์ช ของอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซจากจีน พบว่าขนาดประชากรมหาศาลดังกล่าว ส่งผลให้ยอดขายค้าปลีกของกลุ่มบริกส์คิดเป็นมูลค่า 8.76 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 28 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2016 หรือคิดเป็น 47% ของยอดค้าปลีก ทั่วโลก รวมถึงยังมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากถึง 1,460 ล้านคน นำโดยจีนและอินเดีย

แต่ความสัมพันธ์ภายในระหว่างจีนและอินเดียที่ระหองระแหง ทำให้ความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศบริกส์อาจไปได้ไม่ราบรื่นนัก ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น จีนที่เผชิญกับภาวะหนี้ท่วม หรืออินเดียที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงจากการปราบปรามคอร์รัปชั่น ทำให้ประเทศอื่นๆ นอกกลุ่มเริ่มเข้าไปมีบทบาทในการประชุมของกลุ่มประเทศเกิดใหม่รายใหญ่

แน่นอนว่าแขกที่ได้รับเชิญเข้าไปต่างก็เป็นจุดหมายปลายทางจะขยายเส้นทางการค้าของ 2 ประเทศตลาดเกิดใหม่ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียเช่นเดียวกัน n

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี