
กรรมไม่มีอายุความ
สมผล ตระกูลรุ่งมหากาพย์อันยาวนานของคดีที่ดินสงฆ์อัลไพน์ เป็นภาพสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษของนักการเมืองไทยได้เป็นอย่างดี นักการเมืองไทยสามารถทำเรื่องสุดชั่วได้ไม่เว้นแม้ทรัพย์สินของวัด ซึ่งชาวพุทธโดยทั่วไปไม่ว่าจะเลวอย่างไรก็ไม่กล้าที่จะทำบาปทำกรรมกับทรัพย์สินของวัด ชาวพุทธเราระมัดระวังกันมากจนมีประเพณีขนทรายเข้าวัด เพื่อชดเชยการเอาของวัดโดยไม่ตั้งใจ ชาวพุทธเราละเอียดรอบคอบเกรงว่าเศษดินทรายที่อาจจะติดรองเท้าเราออกนอกวัด
สมผล ตระกูลรุ่ง
มหากาพย์อันยาวนานของคดีที่ดินสงฆ์อัลไพน์ เป็นภาพสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษของนักการเมืองไทยได้เป็นอย่างดี นักการเมืองไทยสามารถทำเรื่องสุดชั่วได้ไม่เว้นแม้ทรัพย์สินของวัด ซึ่งชาวพุทธโดยทั่วไปไม่ว่าจะเลวอย่างไรก็ไม่กล้าที่จะทำบาปทำกรรมกับทรัพย์สินของวัด ชาวพุทธเราระมัดระวังกันมากจนมีประเพณีขนทรายเข้าวัด เพื่อชดเชยการเอาของวัดโดยไม่ตั้งใจ ชาวพุทธเราละเอียดรอบคอบเกรงว่าเศษดินทรายที่อาจจะติดรองเท้าเราออกนอกวัด
คดีที่ดินอัลไพน์ยังเป็นบทเรียนให้กับข้าราชการประจำที่รับใช้นักการเมือง ยอมใช้ตำแหน่งหน้าที่ทำผิดกฎหมายเพื่อแลกกับตำแหน่งใหญ่โต ซึ่งในยุคของรัฐบาลทักษิณ ใช้วิธีการนี้ในทุกหน่วยงานของรัฐที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง
ยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นข้าราชการประจำที่ยอมทำผิดหน้าที่เพื่อประโยชน์ของทักษิณ โดยแลกกับตำแหน่งปลัดมหาดไทย และเมื่อเกษียณแล้วได้เข้าพรรคเพื่อไทย ได้ตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคครองเสียงข้างมากในสภา แต่กลับหลีกทางให้ สส.หญิงสมัยแรกขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ตัวเองเดินตามต้อยๆ
กฎหมายของเราตั้งแต่บรรพบุรุษให้ความคุ้มครองที่ดินของวัดเหมือนกับที่ดินสาธารณะ ที่ดินของรัฐ ที่ดินเหล่านี้จึงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้
คุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ได้ทำบุญทำกุศลครั้งใหญ่ด้วยการทำพินัยกรรมยกที่ดิน 2 แปลง กว่า 924 ไร่ ให้กับวัดธรรมิการาม คุณยายได้รับบุญกุศลโดยสมบูรณ์ตั้งแต่เมื่อปี 2514 เมื่อคุณยายถึงแก่กรรมแล้ว คุณยายคงกำลังมองลงมาดูเปรตที่แก่งแย่งที่ดินเหมือนหนอนในอาจม
ขบวนการเปรตเขมือบที่ดินวัด เริ่มจากเจ้าอาวาสวัดธรรมิการาม แทนที่จะรับที่ดินตามพินัยกรรม กลับจะขายที่ดินเพื่อเอาเงินไปใช้ แต่ผู้จัดการมรดกไม่ยอมเนื่องจากไม่เป็นไปตามเจตนาของเจ้ามรดก จึงได้มีการเปลี่ยนผู้จัดการมรดกใหม่ ให้เป็นมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย และต่อมาเมื่อปี 2533 ได้มีการขายที่ดินแปลงนี้ให้กับบริษัท อัลไพน์ฯ ซึ่งเป็นของตระกูลเทียนทองและหาญสวัสดิ์ เพื่อพัฒนาเป็นสนามกอล์ฟ โดยเป็นการโอนที่ดินตามพินัยกรรมให้มูลนิธิในวันเดียวกับโอนที่ดินให้บริษัท อัลไพน์ฯ
จะด้วยผลกรรมหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้ กิจการสนามกอล์ฟอัลไพน์ภายใต้ตระกูลเทียนทองไม่ประสบความสำเร็จ จนต่อมาถึงยุคพรรคไทยรักไทยของทักษิณ ชินวัตร ต้องการรวบรวม สส.ให้ได้มากที่สุดเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ทักษิณได้ซื้อกิจการสนามกอล์ฟอัลไพน์จากเสนาะ เทียนทอง ด้วยราคา 500 ล้านบาท เมื่อปี 2541 โดยปรากฏชื่อ ผู้ถือหุ้นใหญ่ 2 คน ชื่อ บุญชู เหรียญประดับ ชัยรัตน์ เชียงพฤกษ์ วิชัย ช่างเหล็ก ถือหุ้นรวมกัน 74,700,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท
บุคคลทั้งสามคือคนรับใช้ของทักษิณ ชินวัตร แต่ปัจจุบันถือหุ้นโดยพานทองแท้ ชินวัตร พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ แพทองธาร ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์
เรื่องแบบนี้นักการเมืองด้วยกันจึงจะรู้ไส้รู้พุงกัน การเล่นแร่แปรธาตุเอาที่ดินวัดมาเป็นสนามกอล์ฟ จึงเป็นประเด็นที่มีการอภิปรายในสภา เป็นเรื่องราวใหญ่โต กรมการศาสนาอยู่เฉยไม่ได้ จึงได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ให้ความเห็นว่าที่ดินตามพินัยกรรมตกเป็นของวัดทันทีที่คุณยายเนื่อมถึงแก่กรรม แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินก็ตาม และเมื่อที่ดินเป็นของวัดเป็นที่ธรณีสงฆ์แล้ว การโอนขายจะทำได้โดยการออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น
จากคำวินิจฉัยของกฤษฎีกาดังกล่าว ทำให้อธิบดีกรมที่ดินอยู่เฉยไม่ได้ จึงมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้ที่ดินกลับไปเป็นของวัด แต่มีการอุทธรณ์คำสั่งไปยังปลัดมหาดไทย ซึ่งขณะนั้นคนที่รักษาการตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยชื่อ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ทำให้การถือครองที่ดินวัดของบริษัท อัลไพน์ฯ ถูกต้องตามกฎหมายทันที รางวัลที่ได้รับคือตำแหน่งปลัดมหาดไทย 8 เดือนก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ
จากคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินดังกล่าว เป็นมูลคดีให้ยงยุทธ วิชัยดิษฐ มีวันนี้ วันที่ศาลพิพากษาให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในขณะที่คนที่ได้ประโยชน์เต็มๆ ยังนั่งเครื่องบินส่วนตัวลอยไปลอยมา พาน้องสาวหนีแล้วด่ากระบวนการยุติธรรมไทย
คำพิพากษาจำคุกยงยุทธ วิชัยดิษฐ ยังไม่ใช่ตอนจบของมหากาพย์ ที่ดินสงฆ์อัลไพน์ เป็นการจบเพียงภาคแรกเท่านั้น เพราะหลังจากนี้เมื่อศาลพิพากษาตรงกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ว่า ที่ดินเป็นของวัดแล้วตั้งแต่คุณยายเนื่อมถึงแก่กรรมเมื่อปี 2514 เมื่อที่ดินเป็นของวัดมีสถานะเป็นที่ธรณีสงฆ์ มาตรา 34 พ.ร.บ.สงฆ์ บัญญัติให้การโอนจะทำได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ เว้นแต่โอนให้ราชการให้ทำได้โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกา
ปัญหาที่รัฐบาลหรือส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการต่อไปน่าจะมีทางเดียว คือ ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนทั้งหมด กลับไปถึงวันที่คุณยายเนื่อมถึงแก่กรรม แล้วจดทะเบียนโอนให้กับวัดธรรมิการาม ตามเจตนาของคุณยายเนื่อม
หน่วยงานแรกน่าจะเป็นกรมที่ดิน ที่อธิบดีจะต้องใช้อำนาจตามกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 เนื่องจากเกิดข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ เข้าหลักเกณฑ์ "เมื่อความปรากฏว่า" แต่หากอธิบดีกรมที่ดิน หูหนวกตาบอด ไม่รู้ข่าวคราวของ บ้านเมือง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคงอยู่เฉยไม่ได้ ควรจะต้องทำเรื่องถึงกรมที่ดินให้เพิกถอนการจดทะเบียนทั้งหมด
หากทั้งสองหน่วยงานยังเพิกเฉย อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะหากมีชาวพุทธทำหนังสือแจ้งเป็นทางการ เก้าอี้ที่เคยอ่อนนุ่มจะแข็งกระด้างดังศิลาเป็นแน่แท้
แต่แทนที่จะแก้ปัญหาให้ตรงตามกฎหมาย ตรงตามเจตนาของคุณยายเนื่อม ตรงตามธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เสนอร่างกฎหมายฟอกที่ดินอัลไพน์ให้เป็นที่ดินที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องถูกเพิกถอนให้กลับไปเป็นของวัด ด้วยการเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์ของวัดธรรมิการามวรวิหารให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยจะให้มีผลย้อนหลังไปถึง 21 ส.ค. 2533 ให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนและค่าภาษี และยังให้การจดทะเบียนต่างๆ หลังวันที่ 21 ส.ค. 2533 ให้ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย
กฎหมายดังกล่าวอยู่ในช่วงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่รู้ว่ามีประชาชนที่รู้เรื่องกี่คน และเมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้ว จึงจะเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป หากกฎหมายนี้ผ่านสภาได้ จะมีผู้ร่วมชะตาเดียวกันที่ต้องรับกรรมหนักเป็นกระบุงโกย
รัฐบาลและ สนช.อาจจะได้ไปประชุม ณ ขุมใดขุมหนึ่งที่ลึกมากๆ







