
ค่าจ้างลอยตัว... แค่โยนหินถามทางหรือเอาจริง
ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยสัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานจัดสัมมนากรอบหลักเกณฑ์พิจารณาอัตราค่าจ้างปี 2561 ผู้เข้าสัมมนาส่วนใหญ่เป็นอนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างจังหวัด เป็นการระดมความคิดเห็น เพื่อปรับยุทธศาสตร์ค่าจ้างให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทราบว่าจะมีการระดมความคิดเห็นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนนี้ นัยสำคัญของการสัมมนาดังกล่าวเพื่อนำมาจัดทำยุทธศาสตร์การกำหนดโครงสร้างค่าจ้างที่เหมาะสม ในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต
ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
สัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานจัดสัมมนากรอบหลักเกณฑ์พิจารณาอัตราค่าจ้างปี 2561 ผู้เข้าสัมมนาส่วนใหญ่เป็นอนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างจังหวัด เป็นการระดมความคิดเห็น เพื่อปรับยุทธศาสตร์ค่าจ้างให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทราบว่าจะมีการระดมความคิดเห็นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนนี้ นัยสำคัญของการสัมมนาดังกล่าวเพื่อนำมาจัดทำยุทธศาสตร์การกำหนดโครงสร้างค่าจ้างที่เหมาะสม ในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต
ประเทศไทยมีการใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำมาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2516 เริ่มจากอัตราวันละ 12 บาท ใช้ต่อเนื่องมา 44 ปี มีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจของไทยมาจนถึงวันนี้ มีกลไกด้านกฎหมายและการคุ้มครองสวัสดิการแรงงานที่เหมาะสมเป็นต้นแบบของหลายประเทศ
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (Minimum wage) เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสมดุลระหว่างค่าจ้างกับความสามารถในการจ่ายและขีดความสามารถในการแข่งขันต้นทุนด้านราคา ส่วนหนึ่งของการระดมความคิดเห็นมีการกล่าวถึงการใช้ "ค่าจ้างแบบลอยตัว" โดยให้มีความแตกต่างตามลักษณะงานและพื้นที่ ซึ่งค่าจ้างไม่จำเป็นจะต้องเท่ากันหรือเหมือนกันทุกจังหวัด เพราะแต่ละพื้นที่ค่าครองชีพต่างกัน อีกทั้งโครงสร้างค่าจ้างใหม่ต้องมีความยืดหยุ่นตามกลไกตลาดและความสามารถทางเศรษฐกิจ การปรับค่าจ้างในอนาคตควรเป็นเรื่องของนายจ้างกับลูกจ้างที่จะมีการตกลงกันเองรัฐไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ก่อนอื่นค่าจ้างขั้นต่ำหลายประเทศมีการนำมาใช้แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง เช่น สหรัฐอเมริกาแต่ละรัฐแตกต่างกัน ยกตัวอย่างรัฐแคลิฟอร์เนียค่าจ้างขั้นต่ำชั่วโมงละ 8.0 ดอลลาร์สหรัฐ รัฐเทกซัสค่าจ้างกำหนดไว้ 7.25 ดอลลาร์ ในหนึ่งสัปดาห์ทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมง หากเกินนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง 1.5 เท่า ประเทศออสเตรเลียค่าจ้างประมาณชั่วโมงละ 450 บาท ขณะที่ยุโรปอัตราค่าจ้างแต่ละประเทศแตกต่างกันไป เช่น เยอรมนีประมาณ 8.50 ยูโร หรือ 337 บาท/ชั่วโมง
สำหรับในเอเชียประเทศญี่ปุ่นค่าจ้างแตกต่างกันตามแต่ละจังหวัด เช่น โตเกียวค่าจ้าง 907 เยน/ชั่วโมง เมืองโอซากา 858 เยน/ชั่วโมงหรือประมาณ 270 บาท/ชั่วโมง โดยเฉลี่ยประเทศที่พัฒนาแล้วรายได้ขั้นต่ำของแรงงานเฉลี่ยประมาณเดือนละ 7-8 หมื่นบาท แต่ต้องเข้าใจว่าผลิตภาพแรงงานคนของเขาต่างกับของไทยและค่าครองชีพต่างกันลิบลับ การหางานยากกว่ามาก แรงงานของเขากลัวที่สุดคือตกงานเพราะการหางานใหม่ในช่วงอายุเกินหนุ่มสาวเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ทีเดียว
ต้องยอมรับว่าก่อนหน้า คสช.เข้ามา การเมืองเริ่มเข้ามาแทรกแซงค่าจ้างขั้นต่ำ เช่น นโยบาย 300 บาท ทั่วประเทศ ทำให้ค่าจ้างกระโดดเป็นเท่าตัว ส่งผลให้ราคาสินค้าในประเทศขยับตัวสูงชาวบ้านเดือดร้อนจนถึงวันนี้ อีกทั้งกระทบต่อการส่งออกถดถอย ต่อเนื่องหลายปี หลายอุตสาหกรรมทยอยย้ายฐานการผลิต เช่น การ์เมนต์ แผงวงจรไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รองเท้า เครื่องหนัง อุตสาหกรรม เกี่ยวกับประมง ฯลฯ ตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ลดลงฮวบฮาบจนถึงทุกวันนี้
การที่กระทรวงแรงงานกล้าที่จะออกมาสอบถามแนวคิดการปรับโครงสร้างค่าจ้าง โดยไม่ยึดติดกับค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อไม่ให้การเมืองในอนาคตเข้ามาแทรกแซงโดยหวังคะแนนเสียง ตรงนี้มาถูกทางแล้วแต่การที่จะให้ค่าจ้างลอยตัว โดยไม่มีค่าจ้างขั้นต่ำอาจได้รับแรงต้านจากองค์กรลูกจ้าง การปรับโครงสร้างแรงงานควรต้องทำไปพร้อมกันทั้ง 3 มิติ
ประการแรก ค่าจ้างขั้นต่ำยังมีความจำเป็น ซึ่งควรจะปรับเป็นค่าจ้างอ้างอิงเป็นค่าจ้างพื้นฐานใช้กับแรงงานทุกประเภทไม่ว่าจะอายุเท่าใด ไม่มีการศึกษา ไม่มีทักษะ ด้อยโอกาส คนพิการ รวมไปถึงแรงงานต่างด้าว โดยไม่ต้องปรับทุกปีเพราะเป็นค่าจ้างพื้นฐานภาคบังคับหากจะปรับควรทุก 2-3 ปี ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยในแต่ละจังหวัดค่าจ้างขั้นต่ำไม่ควรเท่ากัน
ประการที่สอง สำหรับแรงงานซึ่งผ่านการฝึกอบรมและได้รับใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานหรือคุณวุฒิวิชาชีพรายสาขา ซึ่งกระทรวงแรงงานได้มีการประกาศไปก่อนหน้านี้ ซึ่งกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มเติมแตกต่างกันตามวิชาชีพ ตรงนี้จะทำให้แรงงานที่ต้องการค่าจ้างสูงจำเป็นต้องมีการขวนขวายทักษะความรู้ในงานเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับผลิตภาพแรงงานสอดคล้องไปกับค่าจ้าง
ประการที่สาม การปรับค่าจ้างรายปีควรเป็นเรื่องนายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันเองเป็นไปตามสถานภาพของแต่ละธุรกิจที่แตกต่างกัน ส่วนที่เกรงว่านายจ้างบางรายเอาเปรียบไม่ปรับค่าจ้างหรือไปกดค่าจ้าง ในยุคนี้ พ.ศ.นี้ยังมีคนงานคนใดยอมให้มีการกดขี่หรือกดค่าจ้าง เพราะต่างมีเครื่องมือสื่อสารโมบาย การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สามารถหาแหล่งงานที่ให้ค่าจ้างซึ่งดีกว่า ส่วนนายจ้างขี้ตืดแรงงานที่มีฝีมือคงหายไปอยู่ที่อื่นหมด
การที่กระทรวงแรงงานมีการระดมความคิดเห็นในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่พึงกระทำ เพราะโครงสร้างการผลิตกำลังจะเปลี่ยนไปสู่โหมดนวัตกรรมและเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ ลักษณะงานจะเปลี่ยนไป ค่าจ้างหรือเงินเดือนต้องมาจาก ผลิตภาพ-ทักษะและความสามารถของแรงงาน การเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ประเมินว่า 1 ใน 3 ของแรงงานซึ่งปรับตัวไม่ได้มีความเสี่ยง ขณะเดียวกันแรงงานที่ด้อยโอกาสหรืออ่อนแอยังคงได้รับการคุ้มครองจากค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งจะทำให้ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง
แนวคิดการปรับโครงสร้างค่าจ้างใหม่มาถูกทางแล้ว แต่ต้องกล้า ที่จะขับเคลื่อนจริง ขณะที่ภาคแรงงานคงต้องเปิดใจกว้าง เพราะบริบทโลกกำลังเปลี่ยนไปอยู่แบบเดิมๆ คงไม่ได้ ค่าจ้างลอยตัวใช้โดดๆ คงไม่ได้ต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ ทำ คู่ขนานกันไป เพียงแต่ว่ากล้าที่จะทำจริงๆ หรือเปล่า หรือเพียงแค่โยนหินถามทาง...เท่านั้นครับ! n
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)







