
การพัฒนาในพื้นที่ชนกลุ่มน้อยของอาเซียน
ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]ในช่วงสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโต ที่สูงที่สุดของโลก
ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]
ในช่วงสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโต ที่สูงที่สุดของโลก
อย่างไรก็ตาม นอกจากระดับการพัฒนาจะมีความเหลื่อมล้ำระหว่างแต่ละประเทศแล้ว บางภูมิภาคในประเทศเหล่านี้ยังค่อนข้างตามหลัง พื้นที่อื่นๆ ของประเทศ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เขตปกครองอิสระมุสลิมมินดาเนา [Autonomous Region in Muslim Mindanao (AMRM)] ของฟิลิปปินส์ ภูมิภาคปาปัวของอินโดนีเซีย และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย
ทั้ง 3 ภูมิภาคมีลักษณะที่คล้ายกันหลายประการ เช่น ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่มีเชื้อชาติหรือนับถือศาสนา ต่างจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจยังตามหลัง ประสบปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ และเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งและความรุนแรงเกิดขึ้น
นโยบายที่รัฐบาลของทั้ง 3 ประเทศได้นำมาใช้ในการแก้ปัญหาสามารถแบ่งเป็น
หนึ่ง การจัดสรรงบประมาณพิเศษเพื่อการพัฒนา
สอง การจัดตั้งเขตการปกครองอิสระ
สาม การใช้นโยบายเพื่อความเสมอภาคทางสังคม (Affirmative Action Policies)
ในส่วนของรัฐบาลไทยนั้น ได้ใช้การจัดสรรงบประมาณพิเศษเพื่อการพัฒนาเป็นนโยบายนำ
อีกทั้งได้มีการใช้นโยบายเพื่อความเสมอภาคทางสังคมอย่างการ จัดตั้งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อให้ชาวไทยมุสลิมมีบริการทางการเงินที่ถูกต้องตามหลักการของศาสนาและการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลที่ จ.ปัตตานี เพื่อสร้างงานให้กับคนในพื้นที่ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยัง ไม่ยอมรับแนวคิดการจัดตั้งเขตการปกครองอิสระ
ในกรณีของประเทศฟิลิปปินส์ ได้ใช้การจัดตั้งเขตการปกครองอิสระขึ้นในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของมินดาเนาเป็นนโยบายนำ
แต่การตัดสินใจเรื่องทรัพยากร ธรรมชาติยังถูกคุมโดยส่วนกลาง นโยบายเพื่อความเสมอภาคและ งบประมาณพิเศษเพื่อพัฒนาชาวโมโร ยังค่อนข้างจำกัด รัฐบาลท้องถิ่นยังคงอ่อนแอ ความขัดแย้งและความรุนแรงยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรงขึ้น
ดังเช่นเหตุการณ์ล่าสุดที่มาลาวี อีกทั้งการขาดเจตจำนงทางการเมือง (Political will) ที่จะจัดสรรงบประมาณไปยังภูมิภาคอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการลดความยากจนใน ARMM
ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลอินโดนีเซียได้จัดสรรงบประมาณในแต่ละปีค่อนข้างมากเพื่อช่วยพัฒนาปาปัว ถึงแม้ยังคงมีการไม่เห็นด้วย ถึงการแบ่งปาปัวออกเป็น 2 จังหวัด แต่การแบ่งแยกนี้ได้นำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และการมีส่วนร่วมมากขึ้นของประชาชนในกระบวนการกำกับดูแลการใช้งบประมาณดังกล่าว
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลอินโดนีเซีย ได้อนุญาตให้มีการจัดตั้งเขตปกครองอิสระพิเศษ ในปัจจุบัน ถือว่าอินโดนีเซียนำหน้าไทยและฟิลิปปินส์ ไปค่อนข้างมากในแง่ของการแก้ปัญหาในพื้นที่ชนกลุ่มน้อย การพัฒนาทางเศรษฐกิจค่อนข้างจะทัดเทียมกับ พื้นที่อื่นๆ ของประเทศ แต่ปาปัว ยังขาดนโยบายเพื่อความเสมอภาค ที่เหมาะสม
สำหรับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ผลของการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงได้อย่างเป็นรูปธรรม
สิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเพิ่มเติม คือ การแก้ปัญหาเรื่อง สิทธิมนุษยชน การใช้นโยบายและ การเปิดกว้างด้านกฎหมายที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและค่านิยมทางศาสนาของคนในพื้นที่ การส่งเสริมการศึกษา ที่ใช้ภาษาไทยควบคู่กับภาษามลายู และการจัดตั้งกองทุนซะกาตเพื่อ แก้ปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ n







