
ต่างชาติกรีธาทัพลงทุน ปีหน้าค่าบาทเผาจริง
..ทีมข่าวการเงิน
จากการประเมินของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เตือนว่า ในปี 2554 จะมีเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติเข้ามาอีกระลอกใหญ่
เมื่อทิศทางของเงินเหรียญสหรัฐไม่ดีขึ้น ขณะที่ดัชนีเศรษฐกิจของ พญาอินทรี ก็ไม่มีวี่แววจะฟื้นตัวอย่างที่คาดคิดเอาไว้
ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะขึงดอกเบี้ยต่ำต่อไป ทำให้นักลงทุนที่กำเงินล้าน ต่างเฮโลโยกเข้ามาหาผลตอบแทนที่สูงกว่าใน เอเชีย รวมทั้งประเทศไทย
สอดคล้องกับความเห็นของภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์ที่ว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ช่วยดึงดูดการลงทุนที่อัดอั้นมานาน ยิ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของค่าเงินบาท
ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เท่าที่ได้คุยกับลูกค้าบริษัทต่างชาติ คาดว่าปีหน้าจะมีบริษัทต่างชาตินับ 100 บริษัท เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อมาตั้งโรงงาน
ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใหม่ หรือขยายการลงทุนจากเครือข่ายที่มีในไทยอยู่แล้ว ทั้งจากญี่ปุ่น เกาหลี ในอุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แคนนอน ที่เป็นข่าวเร็วๆ นี้ว่าจะลงทุนในไทยราวๆ 5,000 ล้านบาท หรือนักลงทุนจากจีนที่เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมไทย
ทรงพล กล่าวว่า ผลคือ ปีหน้าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีก ซึ่งบาทแข็งจะไม่ใช่ปัญหา หากแก้ไขโดยกำหนดทิศทางของประเทศว่าจะเดินไปทางไหน แล้วใช้ประโยชน์จากบาทแข็ง โดยนำเข้าวัตถุดิบเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐาน
เนื่องจากในปัจจุบัน ยังไม่เห็นรัฐบาลนำเข้าเพื่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคเอกชนยังไม่มั่นใจที่จะขยายลงทุนใหม่ ทั้งที่สภาพเศรษฐกิจเอื้อต่อการลงทุนใหม่แล้ว เพราะไม่เชื่อมั่นการเมือง
“
หากมองไกล จะไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการปิดๆ เปิดๆ ดังที่ผ่านมา” ทรงพล ระบุทั้งนี้ คาดว่าเงินบาทจะอยู่ 30.2550 บาท และปีหน้าจะแตะ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ทรงพล ระบุว่า ที่จริงสาเหตุบาทแข็งไม่ใช่เงินไหลเข้า เพราะเงินเข้าๆ ออกๆ ซึ่งเงินไหลออกมากกว่าเข้าด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะ ธปท.ไม่ได้แทรกแซงค่าเงินเหมือนที่เคยทำ อีกทั้งเป็นฤดูกาลของส่งออกและท่องเที่ยว ค่าเงินบาทจึงแข็ง แต่ปีหน้าจะได้เห็นเงินไหลเข้าของจริง
“
ส่วนหนึ่งเพราะต่างชาติเห็นโอกาสจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้” ทรงพล กล่าวด้าน ธันว์ เหรียญสุวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปีหน้าเงินลงทุนตรงจะเพิ่มสูงขึ้น ในภาคอุตสาหกรรมและภาคผลิตทั่วไป แน่นอนว่าเออีซีจะดึงเงินลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับการวางสถานะของประเทศไทย เพราะนักลงทุนจะขนเงินเข้ามาโดยเปรียบเทียบประโยชน์ที่จะได้รับจากประเทศต่างๆ หากจะแข่งทักษะแรงงาน ไทยสู้เวียดนามได้หรือไม่ หากแข่งต้นทุนแรงงาน เวียดนามต้นทุนถูกกว่า
“
ถึงอย่างไรเงินบาทต้องแข็ง เพราะไทยเป็นประเทศส่งออก แต่ที่ค่าบาทแข็งค่าช่วงนี้เกิดจากเงินลงทุนในหลักทรัพย์มากกว่า” ธันว์ ระบุแหล่งข่าวจาก ธนาคารมิซูโฮ คอร์ปอเรชัน กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นเริ่มกลับมาสนใจการลงทุนใหม่ๆ นอกประเทศญี่ปุ่น ทั้งในจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงไทย หลังจากชะงักไปเมื่อเดือน เม.ย.พ.ค. เพราะมองว่าสถานการณ์เริ่มเป็นบวก และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี โดยเงินทุนมาจากทั้งกู้ยืมเข้ามา และเข้ามากู้ยืมในไทย
ด้านมุมมองของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทยังไม่เปลี่ยนแปลง หากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินของไทยและต่างประเทศไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญในระยะใกล้ๆ นี้
โดยหากเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงตามคาด และไม่มีเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง ขณะที่ตลาดการเงินโลกน่าจะยังให้น้ำหนักกับความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในช่วงขาลงของเศรษฐกิจแกนหลักของโลก โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นเช่นเดิม
อาจทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐยังคงมีโอกาสได้รับแรงกดดันให้อ่อนค่าลงได้อีกในระยะข้างหน้า จากการคาดการณ์เกี่ยวกับมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐรอบใหม่ ที่อาจจะเกิดขึ้นภายในปี 2553 นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากแรงส่งต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐแผ่วลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
“
เงินบาทอาจแข็งค่าไปที่ระดับ 30.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นปี 2553 นี้ และมีโอกาสขยับแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องไปที่ระดับ 29.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในปี 2554” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ






