
SDGs กับการปฏิรูปพลังงานไทย
รัฐบาลในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ SDGs หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดย ศุภกิจ นันทะวรการ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ[email protected]
รัฐบาลในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ SDGs หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งประเทศต่างๆ ร่วมกันกำหนดไว้ 17 เป้าหมาย โดยมีคณะกรรมการระดับชาติที่ดูแลในเรื่องนี้ และคาดว่าจะใช้ SDGs เป็นหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
SDG เป้าหมายที่ 7 เกี่ยวกับเรื่องพลังงาน โดยมุ่งเน้นเรื่องการเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ที่สามารถพึ่งพาได้ และมีราคาที่ประชาชนสามารถจ่ายได้ รวมทั้งเป็นพลังงานที่ยั่งยืน
แต่เราไม่สามารถพิจารณาการพัฒนาพลังงานเฉพาะ SDG เป้าหมายที่ 7 ได้ เนื่องจากเรื่องพลังงานมีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมาย SDG ในข้ออื่นๆ ซึ่งได้วิเคราะห์ไว้บางส่วนในบทความที่แล้ว เช่น เป้าหมายที่ 9 การพัฒนาพลังงานให้เป็นอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป้าหมายที่ 10 การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม หรือเป้าหมายที่ 11 การแก้ไขและป้องกันปัญหามลพิษ
ในบทความนี้ จึงจะเน้นความเกี่ยวข้องของการพัฒนาพลังงานกับเป้าหมาย SDG ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งอีกเป้าหมายหนึ่ง คือ SDG เป้าหมายที่ 16 ซึ่งนอกจากจะครอบคลุมเรื่องสันติภาพและความยุติธรรมแล้ว เป้าหมายที่ 16 ยังมุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ การสร้างสถาบันที่มีความโปร่งใสและมีความพร้อมรับผิด (Accountability) รวมทั้งการตัดสินใจอย่างมีส่วนร่วมและตอบสนองต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ
กลไกการตัดสินใจนโยบายพลังงานในระดับสูงสุดของรัฐบาล คือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งองค์ประกอบที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2535 แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ กพช.ประกอบด้วยรัฐมนตรีจากกระทรวงต่างๆ ปลัดกระทรวงพลังงาน กฤษฎีกา สภาพัฒน์ และสำนักงบประมาณ
การตัดสินใจของ กพช.สามารถมีผลทั้งในทางบวกและทางลบต่อธุรกิจพลังงานได้อย่างมาก ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจอนุมัติแผน หรือโครงการโรงไฟฟ้า อาจส่งผลให้บริษัทพลังงานบางกลุ่ม เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ฯลฯ ได้ประโยชน์ทันที ในขณะที่การตัดสินใจหยุดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน อาจทำให้บริษัทที่ลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไปแล้วต้องเผาเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพทิ้ง แทนที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าขายเข้าระบบสายส่ง
ในด้านกระทรวงพลังงาน ข้าราชการระดับสูง ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และอธิบดี ทั้งที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน หรือเคยดำรงตำแหน่งในอดีต เข้าไปมีตำแหน่งเป็นคณะกรรมการใน ปตท. กฟผ. และบริษัทลูก บริษัทร่วมต่างๆ ซึ่งบริษัทเหล่านี้เองมีการลงทุนร่วมและมีความเชื่อมโยงกับบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ของเอกชนอีกหลายบริษัท
ตัวอย่างเช่น บริษัท เอ็กโก้ มีผู้ถือหุ้นหลักคือ กฟผ. กับบริษัทพลังงานขนาดใหญ่จากญี่ปุ่น และมีการลงทุนร่วมกับบริษัท บ้านปู ในโรงไฟฟ้าถ่านหิน ลงทุนร่วมกับบริษัท กัลฟ์ ในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และยังลงทุนร่วมกับบริษัทอื่นๆ ในโรงไฟฟ้าอื่นๆ อีก หรือบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี ลงทุนร่วมกับบริษัท เชฟรอน ในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ไตรเอ็นเนอร์ยี่ และซื้อหุ้นเพิ่มในภายหลัง เป็นต้น
การดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการในบริษัทพลังงานต่างๆ เหล่านี้ ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงาน ได้รับค่าตอบแทน ทั้งเบี้ยประชุม ค่าตอบแทนอื่นๆ และโบนัสรวมกันแล้ว หลายแสนหรือหลายล้านบาทต่อคนต่อบริษัท
เมื่อเปรียบเทียบกับเงินเดือนรวมกับเงินประจำตำแหน่งของปลัดกระทรวงประมาณ 1 แสนบาทต่อเดือน แล้ว การดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในบริษัทพลังงานเพียงบริษัทเดียว ก็ได้ค่าตอบแทนใกล้เคียงหรืออาจจะสูงกว่าตำแหน่งปลัดกระทรวงหลายเท่าตัวแล้ว
การได้รับผลตอบแทนในรูปโบนัสมีความผูกพันโดยตรงกับผลกำไรในแต่ละปี หากข้าราชการระดับสูงเหล่านี้ ทำให้บริษัทได้ผลกำไรมากขึ้น ตนเองก็จะได้โบนัสมากขึ้นในฐานะกรรมการของบริษัทด้วย
ดังนั้น ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงาน จึงมีความเสี่ยงในด้านผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างการตัดสินใจเพื่อประโยชน์สาธารณะ กับการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ขององค์กรและส่วนบุคคล
นอกจากข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานแล้ว ยังมีข้าราชการระดับสูงอื่นๆ ทั้งที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน หรือเคยดำรงตำแหน่งในอดีต เข้าไปเป็นคณะกรรมการในบริษัทพลังงานต่างๆ เหล่านี้ด้วย ตัวอย่างเช่น สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กองทัพอากาศ กองทัพบก สำนักงบประมาณ กรมการค้าภายใน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รวมถึงองค์กรอื่นๆ เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ด้วย
การดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการบริษัทของบุคคลเหล่านี้ ก็ได้รับค่าตอบแทน ทั้งเบี้ยประชุมโบนัส หรือค่าตอบแทนอื่นๆ รวมกันแล้วหลายแสนหรือหลายล้านบาทต่อคนต่อบริษัทเช่นเดียวกัน
หากสังคมไทยมุ่งที่จะบรรลุ SDG เป้าหมายที่ 16 สำหรับภาคพลังงานแล้ว จำเป็นต้องมีการขบคิด ขยายการเรียนรู้ และดำเนินการปฏิรูปภาคพลังงานอย่างจริงจัง เพื่อให้กลไกเชิงสถาบัน โดยเฉพาะคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มีความโปร่งใส มีความพร้อมรับผิด (Accountability) รวมทั้งมีกระบวนการตัดสินใจอย่างมีส่วนร่วม และตอบสนองต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ มากกว่าในปัจจุบัน
โดยเฉพาะการป้องกันความเสี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการระดับสูงและการแก้ไขและป้องกันปัญหาคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ เนื่องจากหากพิจารณาจากมุมมองของบริษัทพลังงานแล้ว การได้รับผลประโยชน์ในภาคพลังงานเป็นตัวเงินจำนวนมากและมีแนวโน้มที่จะได้รับในระยะยาว เพราะหลายๆ โครงการมีอายุ 25 ปี หรือมากกว่านั้น รวมทั้งมีความเสี่ยงต่ำเพราะมีแนวโน้มเป็นธุรกิจผูกขาดหรือมีคู่แข่งน้อยราย
สำหรับผู้อ่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูได้จากแบบ 56-1 ประจำปี 2559 ของบริษัท ปตท., EGCO, RATCH, บ้านปู หรือบริษัทอื่นๆ ซึ่งต้องรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ทุกๆ ปี รวมทั้งรายงานประจำปีของ กฟผ.ด้วย







