
ทุจริตเหตุปฏิวัติจริงหรือ
เหมือนเป็นแผ่นเสียงตกร่อง คราวที่แล้วก็เขียนคุยกันไปเรื่องทำไมไทยเราปฏิวัติกันบ่อย
เหมือนเป็นแผ่นเสียงตกร่อง คราวที่แล้วก็เขียนคุยกันไปเรื่องทำไมไทยเราปฏิวัติกันบ่อย ก็ได้สรุปหลักใหญ่ใจความในระดับหนึ่งว่า นักการเมืองทุจริต ประพฤติมิชอบ โกงบ้าน กินเมือง สารพัด สารพัน จริงหรือเท็จไม่รู้ได้ที่ว่ามันลุกลามไปทุกหย่อมหญ้า ทางนักการเมืองก็กล่าวเช่นลักษณะเดียวกันว่าเวลามีการปฏิวัติรัฐประหาร คณะที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ที่ผ่านมาในอดีต จอมพลนั่น จอมพลนี่ ภายหลังจากการบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะคณะปฏิวัติ ก็โดนยึดทรัพย์กันระนาวก็ปรากฏมีอยู่ บรรดานักการเมืองจึงมองเสมือนหนึ่งว่า ถ้าพวกเขาเป็นพวกปฏิวัติรัฐประหาร ก็เป็นเหมือนกันนั่นแหละ
ทีนี้หากมองทางด้านประชาชน พวกเราตาดำๆ นี่ หากนักการเมืองทุจริต โกงกิน ทำบ้านเมืองป่นปี้จริงๆ ก็ปวดหัวกันเหมือนกัน เพราะ พื้นฐานการเป็นประชาธิปไตยเชิงรูปแบบอย่างหนึ่งก็คือ การมีผู้ทำงานโดยใช้เสียงข้างมากเป็นตัวกำหนดบนหลักการต้องรับฟังเสียงข้างน้อย แต่เนื่องจากประชาชนในประเทศหนึ่งๆ อย่างเช่น ประเทศไทย เรามีกันหลายสิบล้าน ย่อมไม่สามารถใช้ทางตรงได้ในทุกเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน จำจะต้องมีคนเป็นตัวแทน ซึ่งก็มีผู้สร้างระบบผู้แทนขึ้นในโลก แล้วเราก็ไปเอาระบบเขามาใช้ ซึ่งโดยระบบนี้ก็จะต้องมีการเลือกกันมา โดยวิธีที่จัดวางเอาไว้เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ และปัจจัยต่างๆ ของบ้านเมือง ที่เราเรียกกันว่า การเลือกตั้ง นั่นเอง
ในเหตุแห่งการมีตัวแทนนั้นเอง โลกก็ได้สร้างการมีพรรคการเมืองขึ้นมา แล้วก็ได้เรียกบรรดาผู้ที่เข้ามาทำงานด้านการบริหารราชการแผ่นดิน การออกกฎบทกฎหมายอะไรต่างๆ ว่านักการเมือง ทีนี้มันก็จะยุ่งตรงนี้ หากย้อนกลับไปที่เราเริ่มต้นคุยกันว่า บรรดาผู้คนเหล่านี้ทุจริต โกงกิน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เราแทบจะไม่มีทางออก หรือจะเป็นประชาธิปไตยกันไปไม่ได้เลย เพราะอย่างไรเสีย ก็จะต้องมีคนเหล่านี้เข้ามา หากเรายังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ วงจรเดิมๆ ซึ่งบางคนก็เรียกหนักข้อหน่อยว่า วงจรอุบาทว์ นั่นคือ นักการเมืองทุจริต โกงกิน ทหารปฏิวัติ รัฐประหาร วนเวียนไปอย่างนี้ ซึ่งหากมองว่า คนไม่ดี คือ นักการเมือง คนดี คือ ทหาร คนก็อาจจะตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมเราไม่บริหารราชการแผ่นดินด้วยทหารไปเลย จะเอานักการเมืองเข้ามาทำไม ก็ในเมื่อคนกลุ่มหนึ่งเป็น คนดี คนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นคนไม่ดี แล้วเราจะสำมะหาอะไรเอาคนไม่ดีมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันบริหารราชการแผ่นดิน
คำถามอีกทางหนึ่งก็คือว่า มันใช่เรื่องหรือไม่ที่ทหารทำเช่นนี้ ใช่เรื่องหรือที่ประเทศชาติจะต้องวนเวียนกันไปมาเลือกตั้งแล้วปฏิว้ติ ปฏิวัติแล้วเลือกตั้ง ไม่จบสิ้นสักที ช่วงนี้เราก็บอกว่าจะปฏิรูปบ้านเมืองทำให้สิ่งอันเป็นปัญหา รกเรื้อของประเทศชาติหายไป นี่เป็นเรื่องที่ต้องจริงจัง เพราะถ้าการทุจริต คือ เหตุแห่งการปฏิวัติจริง เมื่อจัดการเรื่องทุจริตได้ในระดับหนึ่ง ที่เป็นระดับสูงพอ ด้วยคนคิดจะทำอาจจะเข็ดขยาด โดยเฉพาะเมื่อเห็นตัวอย่าง ยิ่งที่เกิดเมื่อสักสัปดาห์หนึ่งมานี้ ยิ่งหวาดเสียวกันใหญ่ เลยไม่กล้าจะทำไม่ดี บ้านเมืองก็จะดีไป วงจรที่เคยเกิดก็จะไม่ซ้ำย่ำรอยเดิมอยู่ตลอดเวลา
หากนี่ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่มันคือ การแย่งอำนาจกันระหว่างทหารกับพลเรือนที่ตกติดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 และยังไม่ได้หายไปจากสังคมไทยเรา เพียงแต่เปลี่ยนจากทหารกับพลเรือน เป็นทหารกับนักการเมือง อันนี้เมื่อแก้เรื่องทุจริตแล้ว ก็คงจะต้องแก้เรื่องอื่นกันอีกมากมาย ซึ่งไม่รู้ว่าจะจบลงได้อย่างเรียบร้อย ทำให้บ้านเมืองวัฒนาสถาพรได้หรือไม่
เรื่องน่าคิดสำหรับวันนี้ก็คือ ทุจริตเป็นเหตุปฏิวัติ และสิ่งนี้ไม่มีในบรรดาผู้ปฏิวัติจริงหรือ







