
วิกฤตจราจรรถไฟฟ้า
คำเตือนจากตำรวจนครบาลถึงประชาชนที่อยู่ในแนวก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม
คำเตือนจากตำรวจนครบาลถึงประชาชนที่อยู่ในแนวก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี ให้ต้องเผื่อเวลาในการเดินทางเพิ่มอีก 1-2 ชั่วโมงจากปกติ ตลอดการก่อสร้างเป็นเวลา 5 ปี เพราะต้องปิดผิวการจราจรบางส่วนเพื่อใช้ในการก่อสร้าง การบริหารจัดการดังกล่าวถือเป็นการโยนภาระให้กับผู้อยู่อาศัยในเส้นทางนั้นมากไปหรือไม่ นอกจากนี้รัฐควรจะต้องมองภาพรวมทั้งเมืองในการรับมือกับวิกฤตการจราจร เพราะตามแผนจะมีรถไฟฟ้าทยอยสร้างในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกกว่า 10 เส้นทาง ระยะทางกว่า 460 กิโลเมตร และมีถึงกว่า 310 สถานี ซึ่งหากรัฐไม่วางแผนให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เชื่อได้เลยว่ากรุงเทพฯ จะเป็นอัมพาตแน่
ลองนึกดูคร่าวๆ ว่าถ้าต้องใช้ชีวิตบนถนนเพิ่มรวมไป-กลับอีกวันละ 2-4 ชั่วโมง ติดต่อกัน 5 ปีในช่วงการก่อสร้างรถไฟฟ้า สิ่งนี้จะเปลี่ยนชีวิตคนย่านนั้นไปขนาดไหน เช่น คนทำงาน เด็กนักเรียนที่อยู่ในเส้นทางดังกล่าว ซึ่งปกติจะต้องเดินทางไปโรงเรียนในช่วงเวลา 07.30 น. เพื่อให้ทันการเคารพธงชาติ เฉลี่ยทั่วไปต้องตื่นตั้งแต่เวลา 05.30 น. ออกจากบ้าน 06.30 น. ไปถึงโรงเรียน 07.30 น.
หากต้องเผื่อเวลาการเดินทางอีก 1-2 ชั่วโมง นั่นหมายถึงว่าเด็กและผู้ปกครองจะต้องตื่นตั้งแต่เวลา 03.30 น. หรือ 04.30 น. ยังไม่นับช่วงหน้าฝนที่ต้องเผื่อเวลาเพิ่มขึ้นไปอีก ถ้าเด็กคนนั้นเริ่มเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1 เด็กจะต้องตื่นตั้งแต่ 03.30 น. ไปจนถึงจบชั้น ป.5 คิดดูแล้วกันว่าคุณภาพชีวิตจะเป็นอย่างไร ยังไม่นับรวมขากลับบ้านที่เลิกเรียนเวลา 3 โมงเย็น ปกติเคยถึงบ้าน 4 โมงเย็น เมื่อเผื่อเวลาการเดินทางจะถึงบ้านเวลา 5 โมง หรือ 6 โมงเย็น แต่ตอนเช้าเวลา 03.30 น. ต้องตื่นอีกแล้ว
จริงอยู่ประชาชนเองก็ต้องปรับตัว ต้องหาทางช่วยตัวเอง หาเส้นทางเลี่ยง หาทางลัด เพื่อประโยชน์ที่จะได้จากรถไฟฟ้าในอีก 5 ปีที่รัฐอุตส่าห์ลงทุนให้
นอกจากนี้ ภาครัฐก็พยายามหาทางแก้ โดยเฉพาะเส้นถนนรามคำแหงที่รถติดมากอยู่แล้ว และยังต้องทุบสะพานยกระดับบนถนนรามคำแหง ด้วยการจะเบี่ยงเส้นทางบางจุดให้เกิดความสะดวก โดยพยายามรักษาช่องจราจรไว้ฝั่งละ 3 ช่องจราจร รวมทั้งช่วงชั่วโมงเร่งด่วน จะประสานงานกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และกรุงเทพมหานคร เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ จะประสานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เพื่อจัดรถชัตเตอร์บัสรับ-ส่งผู้โดยสาร ใช้เรือด่วนคู่ขนานไปกับถนนรามคำแหง
ภาพรวมดังกล่าวนับเป็นความพยายามที่จะลดเวลาเผื่อการเดินทาง แต่ก็ยังต้องเผื่อเวลาถึง 1-2 ชั่วโมงจากปกติ ซึ่งกรณีนี้ที่ผ่านมาในต่างประเทศก็มีการสร้างระบบรางย่านใจกลางเมืองเช่นกัน แต่ด้วยการบริหารจัดระบบโลจิสติกส์ในการก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพ การกำหนดเวลาในการจัดการที่สอดคล้องกับการจราจรในพื้นที่นั้น เช่น ที่ญี่ปุ่น สามารถปิดแค่เกาะกลางถนนลำเลียงเครื่องมือ วัสดุ ก็ทำการก่อสร้างรถไฟฟ้าได้ แต่ต้นทุนก่อสร้างอาจสูงขึ้นบ้าง รวมทั้งควรจัดลำดับการก่อสร้างให้ประสานกับเส้นทางก่อสร้างเส้นทางอื่น และเส้นทางส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าที่ทำอยู่ปัจจุบัน ซึ่งรัฐน่าจะมีประสบการณ์หน้างานบริหารที่มากพอ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงอยากจะให้รัฐหาทางแก้ให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ผู้ที่อยู่ในแนวก่อสร้างรถไฟฟ้าต้องหาทางปรับตัวอย่างหนักอยู่ฝ่ายเดียว เพราะเชื่อแน่ว่าด้วยข้อมูลภาพรวมที่หน่วยงานรัฐมีอยู่ในมือ และประสบการณ์ในการจัดการปัญหาการจราจรเส้นทางสร้างรถไฟฟ้าที่ผ่านมา น่าจะมีทางแก้ที่ช่วยให้ไม่ต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี 3 ตี 4 ไปนานถึง 5 ปีที่ใช้สร้างรถไฟฟ้าแน่ ถ้ารัฐลงรายละเอียดของปัญหาเชื่อแน่ว่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้







