
กลยุทธ์สมุนไพร สู่ตลาดโลก
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทยวันพฤหัสบดีที่ 31 ส.ค. 2560 ผมได้รับเชิญจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ให้ไปบรรยายในงานสัมมนาที่ชื่อว่า "Thai Herb Innobiz Network 2017" ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี หัวข้อที่ผมบรรยายคือ "กลยุทธ์การตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่สำคัญของไทย : กรณีขมิ้นชันและสมุนไพรไทย" ปัจจุบันหลายประเทศทั้งในอาเซียนและอาเซียน+6 ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสร้างงานและรายได้ให้กับประเทศเป็นอย่างมาก
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย
วันพฤหัสบดีที่ 31 ส.ค. 2560 ผมได้รับเชิญจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ให้ไปบรรยายในงานสัมมนาที่ชื่อว่า "Thai Herb Innobiz Network 2017" ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี หัวข้อที่ผมบรรยายคือ "กลยุทธ์การตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่สำคัญของไทย : กรณีขมิ้นชันและสมุนไพรไทย" ปัจจุบันหลายประเทศทั้งในอาเซียนและอาเซียน+6 ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสร้างงานและรายได้ให้กับประเทศเป็นอย่างมาก
ในปี 2559 มูลค่าตลาดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ทั่วโลกอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท และคาดปี 2563 มูลค่าจะอยู่ที่ 4 ล้านล้านบาท สำหรับเอเชียนั้น จีน อินเดียและญี่ปุ่น เป็น 3 ประเทศหลักในการพัฒนาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ สำหรับในอาเซียนนั้น ปี 2559 มาเลเซียมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท และปี 2563 คาดว่าอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท ขณะที่ขนาดตลาดของไทยอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท (เป็นตัวเลขของ Euromonitor แต่ตัวเลขของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรพบว่า ตลาดรวมสมุนไพรไทยมีมูลค่าการขายในประเทศและส่งออก 2.4 แสนล้านบาท) และมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท ขณะที่อินโดนีเซียขนาดของตลาดสมุนไพรเพิ่มจาก 1.7 หมื่นล้านบาท ในปี 2555 เป็น 2.72 หมื่นล้านบาท
สำหรับกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนเพื่อให้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ก้าวสู่ระดับโลกได้นั้น โดยรวมผมคิดว่า สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ "การสร้างความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทยให้เกิดขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน" เพราะปัจจุบันความมั่นใจของคนไทยเกิดจาก "การพูดปากต่อปาก" มากกว่าเกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ถ้ายัง ไม่สามารถสร้างความมั่นใจตรงนี้ให้เกิดขึ้น คนต่างชาติก็คงไม่มั่นใจ
ผมขอแบ่งกลยุทธ์การพัฒนาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 ระดับคือ กลุ่มหมอพื้นฐาน เกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่ม ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ สำหรับหมอพื้นฐานนั้น ควรมีการสนับสนุนให้หมอพื้นบ้านสามารถอยู่ได้ในทางธุรกิจสมุนไพร เปิดพื้นที่ช่องทางเชิงธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากความรู้ตำรับยาที่มี ส่วนเกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้องได้รับ 1.พันธุ์สมุนไพรที่ให้ผลผลิตสูง 2.การสนับสนุนในการสร้างโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อทำการอบแห้งสมุนไพร 3.การสนับสนุนโรงงานแปรรูปที่มีมาตรฐาน GMP 4.การสนับสนุนเครื่องจักรและเครื่องมือที่มีมาตรฐาน และ 5.การอบรมการจัดทำกล่องและบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและทันสมัย
ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs นั้น 1.ต้องให้คำจำกัดความคำว่า "โปรดักต์แชมเปี้ยนสมุนไพร" ให้ชัดเจนว่าต้องการขายในประเทศหรือต่างประเทศ หรือต้องการชูให้เป็นสมุนไพรแห่งชาติเท่านั้น 2.การขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณยังทำได้ยากและใช้ระยะเวลานาน ส่งผลให้ปัจจุบันแทบไม่มียาแผนไทยหรือยาแผนโบราณใหม่ๆ ขึ้นทะเบียนเลย 3.ต้องสร้างห้องแล็บที่เพียงพอและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสากล (มาเลเซียมีหลายแห่ง อินเดีย 200 แห่ง) 4.การสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ 5.สร้างเรื่องราวและประวัติให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งสมุนไพรแต่ละตัวมีเรื่องราวอยู่แล้วแต่ต้องอาศัยการโปรโมท และ 6.ควรมีแรงจูงใจหรือให้แต้มต่อกับเอกชนที่ต้องการทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
สำหรับกลยุทธ์โดยรวมเป็นดังนี้ครับ 1.ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยควรมีพื้นที่วางขายให้ท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยได้เห็นและได้ทดลองใช้ตามร้านค้าต่างๆ 2.ไทยควรมีตลาดนัดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อให้เกิดการพบกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายทุกระดับ 3.โรงพยาบาลต้องสนับสนุนให้มีการใช้ยาสมุนไพรให้มากขึ้น เหมือนกับที่ประเทศจีนและอินเดียที่มีโรงพยาบาลที่มีการรักษาทั้งแผนปัจจุบันและสมุนไพร 4.ตั้งมหาวิทยาลัยแพทย์แผนไทยเพื่อผลิตบุคลากรที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมุนไพรไทย และ 5.เอาร้านสปาไทยเป็นตัวชูโรงเพื่อจูงใจให้ ผู้บริโภคมีโอกาสได้เห็นและทดสอบใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย







