posttoday
ว่าด้วย 'นวัตกรรม'

ว่าด้วย 'นวัตกรรม'

30 สิงหาคม 2560

วิฑูรย์ สิมะโชคดี"เทคโนโลยี" และ "นวัตกรรม" ได้กลายเป็น 2 ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะความพร้อมทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะแสดงถึงความสามารถในการแข่งขันเพื่อการค้าขายระดับประเทศ อันจะมีผลต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศนั้นๆ

วิฑูรย์ สิมะโชคดี

"เทคโนโลยี" และ "นวัตกรรม" ได้กลายเป็น 2 ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะความพร้อมทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะแสดงถึงความสามารถในการแข่งขันเพื่อการค้าขายระดับประเทศ อันจะมีผลต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศนั้นๆ

เมื่อไม่นานมานี้ World Economic Forum (WEF) ได้รายงานถึงผลสำรวจเกี่ยวกับประเทศที่มีนวัตกรรมสูงที่สุดในโลก ประจำปี 2017 โดยสหประชาชาติ (UN) ร่วมกับมหาวิทยาลัยคอร์แนล สถาบัน INSEAD และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้พิจารณาจากปัจจัยเรื่องของเงินทุนและงานวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมทางการเมือง ความซับซ้อนทางธุรกิจ ระบบการศึกษา และผลงานทางเทคโนโลยี จาก 128 ประเทศทั่วโลก

ผลการศึกษาในปีนี้ "ประเทศสวิตเซอร์แลนด์" ยังคงครองอันดับ 1 ของประเทศที่มีนวัตกรรมสูงที่สุดในโลกเป็นปีที่ 7 ติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2011 จากการส่งเสริมนวัตกรรมและตลาดแรงงาน ในขณะที่สถาบันของรัฐก็ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพและโปร่งใส นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มี นวัตกรรมสูง อาทิ เนสท์เล่ และโนวาทิส

ประเทศที่มีนวัตกรรมสูงที่สุดของโลก ปี 2017 (ข้อมูลจาก The Global Innovation Index 2017) เรียงตามลำดับ 10 อันดับแรก ได้ดังนี้ 1.สวิตเซอร์แลนด์ 2.สวีเดน 3.เนเธอร์แลนด์ 4.สหรัฐอเมริกา 5.สหราชอาณาจักร 6.เดนมาร์ก 7.สิงคโปร์ 8.ฟินแลนด์ 9.เยอรมนี และ 10.ไอร์แลนด์

รายงานฉบับนี้ยังได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญของผลการสำรวจครั้งล่าสุดนี้ว่านานาประเทศได้จับตาไปที่ "ตลาดเกิดใหม่" (Emerging Market) ที่กำลังไต่ระดับขึ้นเป็นประเทศที่มีนวัตกรรมสูงอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ "จีน" ที่ปีนี้ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 22 จากอันดับเดิมที่ 25 ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาที่ก้าวไกลกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เนื่องจากรัฐบาลจีนได้ทุ่มงบประมาณการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) ทางด้านวิทยาศาสตร์เป็น 2-3 เท่าตัว มาหลายปีแล้ว จากช่วงแรกที่เน้นการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก

ปัจจุบันจีนได้ยกฐานะตัวเองจากประเทศเกษตรกรรมมาเป็น "โรงงานของโลก" อย่างเต็มตัว โดยกำหนดยุทธศาสตร์ "Made in China 2025" ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายในการพัฒนาสินค้าจีน ให้เปี่ยมไปด้วยคุณภาพและนวัตกรรม

ขณะที่ "อินเดีย" ก็ขยับขึ้นมา 6 อันดับมาอยู่อันดับที่ 60 จากนโยบายที่มุ่งเรียนรู้ด้านนวัตกรรมอย่างจริงจัง แม้จะไม่มีการเปิดเผยถึงงบประมาณการทำวิจัยและพัฒนา หรือ R&D แต่นักวิเคราะห์คาดว่าอินเดีย กำลังผลักดันให้ประเทศอยู่ในจุด "สปอตไลต์" ของคลังนวัตกรรมของโลกในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 ประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ที่ UN ระบุให้เป็นประเทศที่มีความเคลื่อนไหวด้านนวัตกรรมมากที่สุด (ไต่ระดับขึ้นมากกว่า 1 อันดับ) ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไต่ขึ้น 6 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 35 ส่วนคูเวต ขยับขึ้น 11 อันดับ สู่อันดับที่ 56 และเวียดนาม ที่ขยับขึ้นมา 12 อันดับ จากอันดับที่ 59 เป็นอันดับที่ 47 ในปีนี้

ส่วน "ประเทศไทย" ขยับขึ้นเพียง 1 อันดับ จากอันดับที่ 52 เป็น 51 ในปีนี้

เหตุที่ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของนวัตกรรม เพราะนอกจากในฐานะที่เป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศแล้ว เรื่องของนวัตกรรมยังเป็นหนึ่งในสองปัจจัยสำคัญของนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" (เทคโนโลยีและนวัตกรรม) ที่มุ่งเน้นให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม นำไปใช้เพื่อสร้าง "มูลค่าเพิ่ม" (Value Added) เพื่อยกระดับให้สังคมไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางให้ได้

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ปรากฏเป็นข้อมูลข่าวสารในสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง ซึ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของ "ความรู้" และ "การเรียนรู้" เพื่อจะไม่ตกขบวน ครับผม !

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท