
ดันส่งออก เร่งเครื่องจีดีพี
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงเศรษฐกิจไทยปี 2560 เข้าสู่ช่วงโค้งท้ายของปี ถือว่ามีแนวโน้มที่ดีมากที่สุดในช่วงการบริหารของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กว่า 3 ปีที่ผ่านมา เพราะตัวเลขที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงออกมาล่าสุด เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัวได้ถึง 3.7% ขยายตัวได้ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 3.3% และเป็นการขยายตัวได้ที่สุดในรอบ 17 ไตรมาส จนทำให้ สศช.ปรับเพิ่มการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีเป็น 3.7% จากเดิม 3.5% เป็นการแสดงให้เห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ทำมาจำนวนมาก โดยเฉพาะการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกำลังออกดอกออกผล
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เศรษฐกิจไทยปี 2560 เข้าสู่ช่วงโค้งท้ายของปี ถือว่ามีแนวโน้มที่ดีมากที่สุดในช่วงการบริหารของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กว่า 3 ปีที่ผ่านมา เพราะตัวเลขที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงออกมาล่าสุด เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ขยายตัวได้ถึง 3.7% ขยายตัวได้ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 3.3% และเป็นการขยายตัวได้ที่สุดในรอบ 17 ไตรมาส จนทำให้ สศช.ปรับเพิ่มการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีเป็น 3.7% จากเดิม 3.5% เป็นการแสดงให้เห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ทำมาจำนวนมาก โดยเฉพาะการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกำลังออกดอกออกผล
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณความ เชื่อมั่นจากนักลงทุน โดยต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยเพิ่มขึ้นวันเดียวถึง 28 จุด มูลค่าการซื้อขายทะลุ 1 แสนล้านบาท เป็นดัชนีสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดี ซึ่งจะส่งผลให้ผลประกอบการบริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนแห่ขนเงินเข้ามาในตลาดหุ้นไทยจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่พอใจกับเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจยังดีเฉพาะส่วนยอด ส่วนเศรษฐกิจฐานรากยังไม่ดีอย่างที่ควรเป็น ทำให้รัฐบาลต้องหาทางเบ่งการขยายตัวเศรษฐกิจให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อให้ความมั่งคั่งกระจายจากเศรษฐกิจส่วนยอดไปสู่เศรษฐกิจฐานรากให้เร็วที่สุด
ดังนั้น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล จึงได้ให้ความสำคัญกับการขยายตัวการส่งออกของไทย โดยสั่งให้เพิ่มเป้าส่งออกเป็น 7% จากที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าจะทำให้ได้ 6-6.5% เพราะมูลค่าการส่งออกมีสัดส่วนมูลค่าสูง 70-80% ของจีดีพี การที่ส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นมากเท่าไร เศรษฐกิจไทยก็จะขยายตัวได้ก้าวกระโดดมากเท่านั้น
หากย้อนกลับไปดูเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีนี้ที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ การส่งออกถือว่าเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไทยอย่างมาก โดยในปี 2557 เศรษฐกิจขยายตัว 0.8% เพราะการส่งออกขยายตัวติดลบ 0.3% ปี 2558 เศรษฐกิจขยายตัว 2.9% เพราะการส่งออกขยายตัวติดลบ 5.6% และปี 2559 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 3.2% แต่การส่งออกไม่ขยายตัวเลย แม้ว่ารัฐบาลจะหามาตรการออกมาแก้ไขแต่ก็ไม่เป็นผลนัก เพราะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาทำให้การค้าการลงทุนของโลกลดลงอย่างมาก ส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทยอย่างรุนแรง
ดังนั้น ปี 2560 การส่งออกที่ขยายตัวได้ดีขึ้นในรอบหลายปี จึงเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญอีกครั้ง สมคิด จึงไม่ยอมปล่อยโอกาสทองนี้ สั่งกระทรวงพาณิชย์เพิ่มเป้าการ ส่งออกเป็น 7% เพื่อเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนเพิ่มขึ้นทันที โดยให้เร่งขยายตลาดการส่งออกมากขึ้นทั้งในตลาดจีน ญี่ปุ่น รัสเซีย อินเดีย ฮ่องกง ไต้หวัน และอาเซียน ซึ่งผู้ประกอบการส่งออกก็มารับลูกว่าเป็นไปได้หากรัฐบาลดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนแข็งค่ามากขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลรู้ว่าค่าเงินผันผวนเป็นอุปสรรคการส่งออก ที่ผ่านมา สมคิด และอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้เดินทางไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อรับฟังรายการการดำเนินการของ ธปท. ในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงหนีไม่พ้นเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจนเป็นอุปสรรคกับการส่งออก โดยให้ ธปท.ดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ
หลังจากนั้น อภิศักดิ์ ยังได้เชิญผู้บริหาร ธปท. เข้าหารือที่กระทรวงการคลังเพื่อติดตามการดูแลค่าเงินบาทที่มีความผันผวนแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นว่าหากดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากกว่าคู่แข่ง การส่งออกของไทยปีนี้จะขยายตัวเพิ่มได้อีกไม่น้อย
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้จับมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อใช้เงินของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สนับสนุนค่าธรรมเนียมการซื้อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาทจากการทำธุรกิจส่งออกของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มูลค่าไม่เกิน 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ รายละไม่เกิน 3 หมื่นบาท ช่วยลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการทำธุรกิจการส่งออก ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกไม่น้อย
ขณะเดียวกันรัฐบาลยังสั่งให้ธนาคารของรัฐ ทั้งธนาคารเพื่อการ ส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เร่งปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจส่งออก โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยค้ำประกันกรณีที่ผู้ประกอบการไม่มีหลักทรัพย์ ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ทั้งระยะสั้นและยาว
การเร่งดันการส่งออกจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล ในการเบ่งให้เศรษฐกิจของประเทศโตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้แต่กระทรวงการคลังที่มีคิวปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่เดือน ต.ค. 2560 ก็ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.6% เพราะเดิมคาดการณ์ส่งออกได้ขยายตัวไว้เพียง 4.6% เท่านั้น แต่ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์มองว่าจะทำได้ถึง 6% ย่อมทำให้จีดีพีเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ สศค.ยังมองว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้ 6% เป็นไปได้สูง เพราะการส่งออกในรอบ 7 เดือนของปี 2560 ขยายตัวได้ถึง 8.2% ในช่วงที่เหลือของปี จากเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมาสนับสนุน การส่งออก ทำให้การส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือสามารถขยายตัวได้อีกมาก
รัฐบาลยังมองว่าการส่งออกที่ขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้น ยังทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ระดับ 4-5% ได้เร็วขึ้น ก่อนหน้านี้ อภิศักดิ์ ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยใกล้ขยายตัวได้ 4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของการขยายตัวเศรษฐกิจที่เต็มศักยภาพ ซึ่งการเร่งโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี จะทำให้ดึงนักลงทุนได้มากขึ้น และจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้เต็มศักยภาพ 4-5% ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลเร่งการขยายตัวการส่งออก กำลังจะเป็นตัวแปรใหม่อีกตัวที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มศักยภาพเร็วขึ้น เพราะดูจากสัญญาณจากกระทรวงการคลังหรือรัฐบาล เห็นว่าการส่งออกที่ขยายตัวได้ 6% ผสมกับการเร่งการเบิกจ่าย การกระตุ้นการใช้จ่าย การเร่งลงทุนภาคเอกชน น่าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ใกล้ 4% อย่างมาก ดังนั้นหากเร่งการส่งออกให้ได้ 7% น่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 4% ได้เลยในปีนี้ ซึ่งเป็นการทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มศักยภาพเร็วขึ้นอีกหลายปี เรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้อีกมาก และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีต่อไปของรัฐบาลก็จะเหนื่อยน้อยลงกว่าหลายปีที่ผ่านมา n







