posttoday
ทีดีอาร์ไอชูแผนเร่งลงทุน รับมือสังคมสูงวัย

ทีดีอาร์ไอชูแผนเร่งลงทุน รับมือสังคมสูงวัย

30 สิงหาคม 2560

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์ช่วงท้ายๆ ของงานไทยแลนด์ โฟกัส 2017 ได้มีการเสวนาอนาคตเศรษฐกิจไทยกัน โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ไทยกำลังเผชิญและแนวทางที่ไทยต้องไปต่อ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นหน้าที่รัฐอย่างเดียว แต่เอกชนและประชาชนด้วยที่ต้องร่วมกันชี้ชะตา

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ช่วงท้ายๆ ของงานไทยแลนด์ โฟกัส 2017 ได้มีการเสวนาอนาคตเศรษฐกิจไทยกัน โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ไทยกำลังเผชิญและแนวทางที่ไทยต้องไปต่อ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นหน้าที่รัฐอย่างเดียว แต่เอกชนและประชาชนด้วยที่ต้องร่วมกันชี้ชะตา

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ประเทศ ที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วตามหลังญี่ปุ่น เร็วกว่าจีนเล็กน้อย เร็วกว่าเวียดนามเกือบทศวรรษ เร็วกว่ามาเลเซีย 2 ทศวรรษ

ความท้าทาย คือไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจโตน้อยที่สุดเทียบประเทศเหล่านี้ใน 10 ปีข้างหน้า องค์การ เพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) มอง 5 ปีจากนี้เศรษฐกิจไทยก็จะโตเหมือน 5 ปีก่อน คือ 3-4% แต่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย โต 5-6% กัมพูชา เมียนมา 6-8%

สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำมี 2 อย่าง คือ การก้าวไปข้างหน้าและการก้าวไปข้างนอก การก้าวไปข้างหน้า คือทำกิจกรรมที่เพิ่มมูลค่ากว่าเดิม โดยใช้เรื่องออกแบบ สร้างแบรนด์ ทำตลาดมาช่วยทำให้กำไรเพิ่ม ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายประเทศไทย 4.0 ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยทำให้เห็นภาพชัดขึ้นด้วยการสนับสนุนลงทุน 10 กลุ่มธุรกิจในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) มีผลตอบแทนจูงใจ (อินเซนทีฟ) เปรียบดังจัดโปรโมชั่นไทยแลนด์ แกรนด์ เซล

ทีดีอาร์ไอลองสำรวจใน 10 กลุ่มธุรกิจที่รัฐสนับสนุนให้ต่างชาติมาลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขันของไทย มีรายการไหนดึงดูดใจบ้าง พบว่าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว 5 กลุ่ม ท่องเที่ยวน่าจะเป็น กลุ่มที่มาลงทุนมากขึ้นสูงสุดรองรับการขยายสนามบินอู่ตะเภา อุตสาหกรรมยานยนต์รุ่นต่อไป สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ชาญฉลาด ภาคเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ รวมทั้งอาหารเพื่ออนาคต คงเป็นลำดับถัดๆ ไปที่ตามมา ด้านอุตสาหกรรมอนาคต 5 กลุ่ม พบว่า การบินและโลจิสติกส์จะเป็นกลุ่มที่ เอฟดีไอมามากสุด ตามด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพ ชีวเคมี และการดูแลสุขภาพเชิงบูรณาการ ส่วนที่คงยังสนใจน้อยคืออุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และธุรกิจดิจิทัล

ขณะที่การก้าวไปข้างนอก คือบริษัทไทยต้องออกไปลงทุนหาโอกาสจากตลาดต่างประเทศที่มีเศรษฐกิจโตมากกว่าไทย ซึ่งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ไปลงทุนในอาเซียนมากสุด ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ลงทุนในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม

จากสถิติพบว่า บริษัทจดทะเบียนที่ไปลงทุนในอาเซียนจะทำกำไรสุทธิได้สูงกว่าเทียบกับบริษัทที่ไม่ไปลงทุนในอาเซียนเลย ถ้าลงทุนในซีแอลเอ็มวีอย่างเดียว กำไรสุทธิจะสูงกว่า 11.1% ซึ่งการที่บริษัทจดทะเบียนไทยเห็นโอกาสและไปลงทุนอาเซียนเป็นสัญญาณที่ดีที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้

ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการ ผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า ความท้าทายที่รัฐต้องเร่งคิดคือ ทำให้การบริโภคในประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ด้วย สิ่งที่กังวลคือเงินเฟ้อพื้นฐานไทย อยู่ที่ 0% ท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นตัว จะกระทบการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อได้รับแรงกดดันจากกฎหมายแรงงานต่างด้าว น้ำท่วมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนหนี้เสียในระบบเพิ่มต่อเนื่อง การจ้างงานที่เพิ่มต่อไปเกิดขึ้นจากธุรกิจที่จ่ายค่าจ้างน้อย ธุรกิจจ่ายค่าจ้างสูงลดการจ้างงาน ทำให้ความต้องการในประเทศต่ำมาก นี่คือก้าวที่ต้องจัดการเพื่อให้เศรษฐกิจไทยให้โตไวขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท