posttoday
ระวังแรงเทขาย

ระวังแรงเทขาย

24 กันยายน 2553

....เจียรนัย อุตะมะ

ผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้เป็นอย่างที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลตลาดหุ้นสหรัฐผันผวนดัชนีดาวโจนส์ +0.07% แต่ แนสแด็ก0.28% เฟด ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินดังที่ตลาดคาดการณ์ ในครั้งนี้ แต่มีการส่งสัญญาณว่าจะมีการอัดฉีดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินรอบใหม่ในเร็วๆ นี้ และยังวิตกต่อภาวะเงินฝืดในสหรัฐ หลังตัวเลขเงินเฟ้อหลักต่ำกว่าคาดการณ์มาก

การอัดฉีดสภาพคล่องเข้ามาสู่ตลาดรอบใหม่ ทำให้คาดว่าจะส่งผลดีต่อเงินทุนที่จะไหลเข้าประเทศแถบเอเชียที่แนวโน้มเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว

ส่งผลให้เม็ดเงินต่างชาติทะลักเข้าตลาดหุ้นไทยมากสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 4,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่หลังวิกฤตปี 2540 ซึ่งนำไปสู่คำถามว่าปีนี้หุ้นไทยจะทะลุพันจุดจริงหรือไม่

นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มองว่าดัชนีจะเผชิญแรงขายหากดัชนีปรับขึ้นไปประมาณ 1.7 เท่าของมูลค่าทางบัญชี จึงเท่ากับว่าดัชนียังไม่น่าจะขึ้นทะลุ 1,000 จุด ได้ในปีนี้ น่าจะเป็นปีหน้ามากกว่า

ในกรณีที่ดีที่สุด (ซึ่งยังยอมรับได้ในเชิงพื้นฐาน) ดัชนีอาจขึ้นไปซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (PE) 14 เท่า ซึ่งเท่ากับอัตราการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่คาดไว้ในปีหน้า ซึ่งในกรณีดังกล่าวเป้าหมายนั้นอยู่ที่ 1,180 ส่วนการคำนวณวิธีอื่นๆ ก็ให้ผลที่ไม่ต่างกันมากนัก

บล.ภัทร (PHATRA) คาดตลาดหุ้นไทยจะปรับฐานในช่วง 23 เดือนข้างหน้า จากแรงขายทำกำไรระยะสั้น โดยปัจจัยลบจะมาจากมาตรการคุมบาทแข็ง เศรษฐกิจไทยไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนอื่นๆ ที่เข้ามาทดแทนการส่งออกที่ประสบปัญหาบาทแข็ง และคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) การชุมนุมบนท้องถนน จากประเด็นการเมืองที่มีความขัดแย้งสูง

ส่วนปีหน้า 2554 ประเด็นการลงทุนของตลาดหุ้นไทยจะมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ (ไทยเข้มแข็ง)

ด้าน บล.โนมูระ คาดหุ้นอาเซียน (รวมไทย) จะปรับตัวขึ้นไปถึงเดือน พ.ย. โดยออกรายงาน Monthly Conviction List Review โดยคงซื้อหุ้น 90% ของพอร์ตจำลอง เนื่องมาจากประการแรก การเพิ่มสภาพคล่องจากธนาคารกลางสหรัฐ ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอ และมีผลต่อการแข็งค่าของเงินยูโร (เหรียญสหรัฐอ่อน)

ประการที่สองการปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน ในเอเชียและอาเซียนยังคงเป็นบวก สวนทางตัวเลขการค้าที่คละกัน ตัวเลขเศรษฐกิจเอเชีย และอาเซียน ในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าจะสะท้อนกิจกรรมการค้าที่ชะลอตัว แต่กลับไม่มีผลต่อการดำเนินงานและทิศทางการปรับลดประมาณการจากตลาด เป็นผลจากการบริโภคในประเทศที่ขยายตัวจากอินเดีย อินโดนีเซีย จีน สามารถชดเชยกิจกรรมการค้าที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา

ล่าสุด HSBC (ธนาคารขนาดใหญ่ของอังกฤษ) เผยผลสำรวจผู้จัดการกองทุนชั้นนำ พบว่าไตรมาส 3 ปีนี้ผู้จัดการกองทุนให้น้ำหนักการลงทุนตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น โดยมองว่าแม้มีเงินไหลเข้าลงทุนในกองทุนตราสารหนี้มาก แต่การลงทุนในหุ้นบางตัว ยังมีโอกาสสูงที่จะได้รับผลตอบแทนดี

ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ มองว่าการลงทุนในหุ้นมีแนวโน้มดีกว่าพันธบัตร/โดยผู้จัดการกองทุน 44% เพิ่มจากการสำรวจครั้งก่อนที่ 38% มองว่า หุ้นในตลาดเติบโตเร็วในแถบเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) มีอนาคตสดใส และแม้จะมีมุมมองเชิงบวกลดลงจากผลสำรวจครั้งก่อน แต่ผู้จัดการกองทุนยังคงน้ำหนักตลาดหุ้นจีน และตลาดหุ้นเกิดใหม่

ผลสำรวจบลูมเบิร์กเชื่อว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังน่าสนใจกว่าตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ล่าสุด (สำรวจเมื่อกลางเดือน ก.ย.) จากนักลงทุนที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,408 ราย ระบุ ตลาดหุ้นสหรัฐ ตกจากอันดับ 1 ที่เคยเป็นตลาดหุ้นที่นักลงทุนเชื่อว่าจะให้อัตราผลตอบแทนที่ดีที่สุดในรอบ 1 ปีข้างหน้า (จากผลสำรวจครั้งก่อน)

โดยปัจจุบันนักลงทุนเชื่อว่า ตลาดหุ้น บราซิล จีน และอินเดีย จะให้อัตราผลตอบแทนดีกว่าสหรัฐ

ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า ตลาดหุ้นเกิดใหม่จะยังน่าสนใจลงทุนมากกว่าตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งเป็นตัวแทนของตลาดพัฒนาแล้วไปอีกอย่างน้อย 612 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ให้ระวังแรงเทขายออกมาบ้างก็แล้วกัน...

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ