
ประมงญี่ปุ่นหนีไทยไปอินโด
อินโดนีเซียเตรียมรับบริษัทแปรรูปอาหารทะเลญี่ปุ่นหนีจากไทย เร่งเจรจาลดภาษีกับญี่ปุ่น
อินโดนีเซียเตรียมรับบริษัทแปรรูปอาหารทะเลญี่ปุ่นหนีจากไทย เร่งเจรจาลดภาษีกับญี่ปุ่น
นางซูซี ปุดเจียสตูตี รัฐมนตรีกระทรวงกิจการทะเลและประมงของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า บริษัทแปรรูปอาหารทะเลสัญชาติญี่ปุ่นหลายแห่ง มีแผนเตรียมย้ายฐานการผลิตจากไทยมายังอินโดนีเซีย เนื่องจากมีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า โดยหนึ่งในนั้นคือ บริษัท อิโตชู คอร์ปอเรชั่น บริษัทเทรดดิ้งยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ในญี่ปุ่น ที่อาจย้ายธุรกิจแปรรูปอาหารทะเลในไทยไปยังบริษัทร่วมทุนอเนกา ทูนา ในอินโดนีเซียแทน
"บริษัทดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ในไทย จะได้รับความช่วยเหลือในการย้ายมายังอินโดนีเซีย เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการแปรรูปส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซียอยู่แล้ว" นางซูซี กล่าวและระบุด้วยว่า การทำประมงในประเทศไทยและเวียดนามนั้นมีการจับสัตว์น้ำได้ลดลงตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
รัฐมนตรีอินโดนีเซีย กล่าวว่า แม้ปัจจุบันอินโดนีเซียจะยังเสียเปรียบไทย เวียดนาม และประเทศอาเซียนอื่นๆ ในด้านธุรกิจส่งออกอาหารทะเล เนื่องจากประเทศ เหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษีส่งออกสินค้าทะเลไปยังญี่ปุ่น ต่างจากอินโดนีเซียที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 7% อย่างไรก็ดีน่าจะมีการเจรจาปรับเปลี่ยนเงื่อนไขกันได้ในอนาคตอันใกล้นี้
นางซูซี ระบุว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับ นายเคน ไซโต รัฐมนตรีกระทรวงการเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อเจรจาเรื่องการยกเว้นภาษีสินค้าทะเลนำเข้าจากอินโดนีเซีย นอกจากนี้ยังระบุว่า ภาคเอกชนญี่ปุ่นเองอาจช่วยกดดันรัฐบาลเรื่องการยกเว้นภาษีดังกล่าว เพราะจะกระทบต่อผลกำไรของภาคธุรกิจเอง
ด้าน นาย เคน ไซโต รัฐมนตรีกระทรวงการเกษตรญี่ปุ่น กล่าวว่า เตรียมหารือเรื่องการยกเว้นภาษีสินค้าทะเลกับอินโดนีเซียในเร็วๆ นี้ ภายใต้กรอบข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย-ญี่ปุ่น (ไอเจปา) และระบุด้วยว่าญี่ปุ่นรับทราบดีว่าสินค้าทะเลนำเข้าจากประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่มีที่มาจากน่านน้ำในอินโดนีเซีย
อย่างไรก็ตาม การย้ายฐานของบริษัทญี่ปุ่นจะส่งผลเสียอย่างหนักต่อไทย เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าประเภทอาหารทะเลจากไทยมากเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าประเภทอาหารทะเลกระป๋องและอาหารทะเลแปรรูปไปยังญี่ปุ่นในปี 2559 อยู่ที่ 2.15 หมื่นล้านบาท
สำหรับในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียออกกฎหมายต่างๆ เพื่อปราบปรามการประมงอย่างผิดกฎหมาย เช่น การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบก่อนการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจประมง รวมไปถึงการตั้งศาลที่มีไว้ตัดสินคดีด้านการประมงโดยเฉพาะ แต่มาตรการที่ถือได้ว่ารุนแรงที่สุดคือนโยบาย "จมเรือ" ที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียสามารถทำลายเรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาต หรือแม้แต่เรือประมงจากต่างชาติที่ลุกล้ำเข้ามายังเขตน่านน้ำของอินโดนีเซียได้ทันที
ทั้งนี้ ในปี 2559 อินโดนีเซียระบุว่าได้จมเรือประมงผิดกฎหมายในประเทศไปถึง 236 ลำ ในจำนวนนี้เป็นเรือประมงเวียดนาม 96 ลำ และไทย 21 ลำ







