
บรรพต จันทรธาดา ลงทุนแบบมีวินัย
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์เจนวายมักจะถูกกล่าวหาว่า ก่อแต่หนี้ มีไม่เก็บ และเจนวายก็มักจะอยากเป็นเจ้าของธุรกิจตัวเองมากกว่าการเป็นลูกน้องคนอื่น
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
เจนวายมักจะถูกกล่าวหาว่า ก่อแต่หนี้ มีไม่เก็บ และเจนวายก็มักจะอยากเป็นเจ้าของธุรกิจตัวเองมากกว่าการเป็นลูกน้องคนอื่น
คำกล่าวเหล่านี้อาจจะใช่ในบางมุม แต่อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด โดย บรรพต จันทรธาดา คือหนึ่งตัวอย่างเจนวายที่ผันตัวมาทำงานอิสระ เป็นเจ้าของธุรกิจเอง แต่ก็ไม่ใช่คนใช้จ่ายเพลิดเพลินจนลืมเก็บ
บรรพต จันทรธาดา ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วน บริษัท บิ๊ก ไอเดีย เจ้าของเพจ Big Idea และเพจ Thailandlord ปัจจุบันอายุ 35 ปี เปิดเผยว่า เริ่มต้นชีวิตก็ทำงานประจำเหมือนคนอื่นๆ เป็นงานด้านการตลาด ให้กับองค์กรหลายกลุ่มธุรกิจ จากนั้นจึงออกมาเป็นผู้รับงานอิสระ (ฟรีแลนซ์) รับทำโฆษณา ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และเป็นที่ปรึกษาการตลาด กระทั่งก้าวมาสู่การเปิดบริษัทรับทำงานสื่อสารการตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าอสังหาริมทรัพย์ในที่สุด
ช่วงแรกที่ บรรพต ยังทำงานประจำ ยอมรับโดยดีว่าไม่ได้เก็บเงินจากเงินเดือนที่ได้ แต่ใช้วิธีหารายได้เสริมควบคู่ไปด้วย แล้วเก็บเงินที่ได้จากรายได้เสริมบวกกับเงินโบนัสที่ได้จากการทำงานแต่ละปีไว้ใช้ลงทุน 50% และท่องเที่ยว 50% ขณะที่การใช้จ่ายยึดหลัก เงินอยู่ในมือแล้วจึงใช้แม้จะมีบัตรเครดิตก็จะต้องรู้ว่ามีเงินในมือจ่ายแล้วแน่นอนถึงใช้จ่ายไป ทำเหมือนใช้บัตรเครดิตแทนบัตรเอทีเอ็ม ที่สำคัญจะจ่ายเต็มจำนวน ไม่เคยจ่ายขั้นต่ำ
ขณะที่การนำเงินไปลงทุนช่วงแรก จะซื้อกองทุนตราสารหนี้อย่างเดียว ตามรายการที่พนักงานธนาคารแนะนำ เพราะมองว่าตัวเองยังไม่มีความรู้ด้านการลงทุน เข้าใจว่าตัวเองยังรับความเสี่ยงไม่ได้ จึงไม่กล้านำเงินไปลงทุนหุ้น
"ตอนที่ลงทุนผ่านกองทุนอย่างเดียว ได้ผลตอบแทนน้อยมาก เพราะลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูการเติบโตของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั้งหมดของกองทุนรวม (เอ็นเอวี) ช่วงนั้นจะรู้สึกว่าถ้าตอนนั้นลงทุนในกองทุนอื่นที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นก็อาจจะได้ผลตอบแทนที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่านี้"
เมื่อซื้อกองทุน 2-3 ปี ประกอบกับช่วงนั้นเปลี่ยนจากทำงานประจำมาเป็นฟรีแลนซ์ก็เริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนมากขึ้น เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่หาข้อมูลข่าวสารบริโภคได้ง่ายขึ้นในอินเทอร์เน็ต ก็ได้เห็นว่าหุ้นบางตัวราคาเติบโตได้แบบที่ไม่เคยคิดว่าราคาจะไปไกลขนาดนั้น ประกอบกับตัวเองโตมากับตลาดหุ้น แม่เป็นคนที่เล่นหุ้น แต่เป็นแบบไม่ได้ศึกษาแกะงบการเงิน จึงเริ่มศึกษาการลงทุนหุ้นจริงจังใช้เวลา 6 เดือนก่อนเริ่มลงทุนหุ้นเองจริง
ช่วงเวลาที่เป็นฟรีแลนซ์นั้น ก็จะได้เงินก้อนใหญ่พอสมควร เนื่องจากเป็นการซื้อมาขายไปอสังหาริมทรัพย์ เมื่อได้ค่านายหน้าเป็นก้อนก็เก็บเงินก้อนนี้ไว้ลงทุนแบ่งเงิน 10% ฝากธนาคาร 60-70% ลงทุนในหุ้น ที่เหลือก็ยังคงซื้อกองทุนอยู่ โดยส่วนที่ลงทุนหุ้นเอง ช่วงแรกก็ขาดทุน เพราะเวลานั้นคิดว่าตัวเองเก่ง ไปเรียนดูกราฟเทคนิคมามาก แต่หลังขาดทุนก็ปรับตัวเน้นเรื่องวินัยทางการลงทุนมากขึ้นโดยใช้ศาสตร์ในการบริหารหน้าตักให้พอร์ตมีสภาวะติดลบน้อยที่สุด (มันนี่ แมเนจเมนต์)
"การมีวินัยสำคัญมาก ตอนเรียนเกี่ยวกับกราฟเทคนิคก็มักจะได้ยินคำแนะนำเสมอว่า กราฟไม่สำคัญเท่ามันนี่ แมเนจเมนต์ แต่ตอนแรกเราไม่เชื่อ พอลงทุนจริงตามหลักกี่ช่อง กี่เปอร์เซ็นต์ควรตัดขาดทุนก็ไม่ทำ คิดว่ารออีกนิด สุดท้ายขาดทุนตัวละ 20% ก็มี พอมีวินัยก็จะรู้ว่าถ้าราคาหุ้นปรับไปกี่ช่องต้องยอมเจ็บตัวเลย วิธีนี้ดีเพราะเราไม่ต่อรองกับมัน โดยก่อนเข้าไปซื้อหุ้นต้องรู้ว่าจะเข้าซื้อกี่บาท จะตัดขาดทุนเมื่อลงถึงกี่บาท ราคาเป้าหมายคือเท่าไร"
สำหรับในพอร์ตหุ้นที่ลงทุนอยู่ จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การลงทุนหุ้นแบบมูลค่า (วีไอ) 50% และลงทุนซื้อๆ ขายๆ 50% ซึ่ง จากการลงทุนอย่างมีวินัยก็ทำให้การลงทุนแบบซื้อขายได้กำไร 10-15% ต่อเดือน และหลังได้กำไรมาก็จะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในพอร์ตวีไอเพิ่ม ยกเว้นในช่วงที่มีแผนลงทุนธุรกิจเพิ่ม ก็จะนำกำไรออกมาลงทุนธุรกิจใหม่
บรรพต กล่าวว่า ตั้งแต่อายุ 20 ปีกว่าๆ ก็มีเป้าหมายในชีวิตว่าจะต้องมีสินทรัพย์ให้ได้ถึง 100 ล้านบาท จากนั้นก็จะเกษียณ ซึ่งก็หวังว่าจะทำได้ตามเป้าหมายนี้เมื่ออายุ 50 ปี
ทั้งนี้ บรรพต มองว่า ปัจจุบันตัวเองอาจยังไม่พร้อมเต็มที่สำหรับการเป็นวัยเกษียณที่มีสุขภาพการเงินดี เพราะยังไม่สามารถสร้างรายได้แบบที่อยู่เฉยๆ ก็มีเข้ามา (แพสสีฟ อินคัม) ได้มากเพียงพอ
สมมติว่าวันนี้นำสินทรัพย์ทุกอย่างที่มีขายไปแล้วนำเงินไปลงทุนในหุ้นปันผลที่ได้ผลตอบแทน 5-7% ต่อปี ก็คิดว่ายัง ไม่เพียงพอเลี้ยงชีพวัยเกษียณ แต่เชื่อว่า จากการวางแผนการออมและลงทุนที่ทำอยู่ในปัจจุบันจะนำไปสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพทางการเงินดี เพราะตลอดทางที่ผ่านมาก็มีการป้องกันความเสี่ยงและวางแผนตลอดเส้นทาง
นอกเหนือจากการลงทุนเหล่านี้แล้ว บรรพต ก็มองว่า ในฐานะคนรุ่นใหม่ก็ควรศึกษาเรื่องการลงทุนให้รอบด้านและมีหูตากว้างไกล แม้แต่เรื่องบิตคอยน์หรือเงินสกุลดิจิทัลต่างๆ ที่มีในวันนี้ ก็ต้องศึกษาไว้ โดยบรรพตเอง ยอมรับว่ามีการลงทุนในบิตคอยน์เช่นกัน ทั้งการขุดบิตคอยน์และการซื้อขายบิตคอยน์ในตลาด โดยใช้ประโยชน์จากความรู้ที่มีในการดูกราฟหุ้นไปปรับใช้กับการซื้อขายบิตคอยน์
อย่างไรก็ตาม บรรพต ก็ไม่ได้ทุ่มเงินไปลงทุนบิตคอยน์มากเกินไป หากคำนวณแล้วก็มีเพียง 5% ของเงินลงทุนทั้งหมดเท่านั้น เพราะยังไม่ได้มั่นใจในเงินสกุลดิจิทัลมากขนาดที่จะไปทุ่มเงินลงทุนสูงๆ แต่ก็ต้องการเก็บไว้เผื่ออนาคตเงินสกุลดิจิทัลมีแนวโน้มได้รับการยอมรับดีขึ้น
ถือเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่มีหลักการใช้เงินที่ไม่เกินตัว ทั้งยังตื่นตัวในการศึกษา หาความรู้ตลอดเวลา เพื่อให้การลงทุนมีคุณภาพมากขึ้นด้วย







