posttoday
โสมขาวเจองานหิน ปฏิรูป ‘แชโบล’ ไม่ง่าย

โสมขาวเจองานหิน ปฏิรูป ‘แชโบล’ ไม่ง่าย

27 สิงหาคม 2560

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ การตัดสินจำคุก "อีแจยอง"รองประธานบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และทายาทสายตรงรุ่นที่ 3 ของซัมซุง กรุ๊ป เป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา จากหลายข้อหาพัวพันกับอดีตประธานาธิบดีปาร์กกึนเฮ และชเวซุนซิล คนสนิทของปาร์ก ทำให้หลายฝ่ายต่างเริ่มคาดหวังไปว่า คำตัดสินของศาลอาจเปิดทางสู่ยุคใหม่ของภาคธุรกิจเกาหลีใต้ที่อยู่ภายใต้เงาของบรรดากลุ่มธุรกิจครอบครัว (แชโบล) มาโดยตลอด

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

การตัดสินจำคุก "อีแจยอง"รองประธานบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และทายาทสายตรงรุ่นที่ 3 ของซัมซุง กรุ๊ป เป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา จากหลายข้อหาพัวพันกับอดีตประธานาธิบดีปาร์กกึนเฮ และชเวซุนซิล คนสนิทของปาร์ก ทำให้หลายฝ่ายต่างเริ่มคาดหวังไปว่า คำตัดสินของศาลอาจเปิดทางสู่ยุคใหม่ของภาคธุรกิจเกาหลีใต้ที่อยู่ภายใต้เงาของบรรดากลุ่มธุรกิจครอบครัว (แชโบล) มาโดยตลอด

อย่างไรก็ดี การยกเครื่องแชโบล นั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นง่ายในขณะนี้

ทั้งนี้ แชโบลเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกาหลีใต้มานับตั้งแต่ทศวรรษปี 1960 และคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของขนาดเศรษฐกิจแล้วในขณะนี้ โดยซัมซุงเป็นแชโบล รายใหญ่ที่สุด ซึ่งมีมูลค่าตลาดกว่า 3.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 12 ล้านล้านบาท) ทว่าในช่วงที่ผ่านมาผู้บริหารแชโบลหลายรายซึ่งมีส่วนพัวพันกับคดีคอร์รัปชั่นและละเมิดกฎหมายทางการเงินอื่นๆ กลับได้รับการยกเว้นโทษจนสร้างความวิตกว่าความไม่โปร่งใสดังกล่าวที่ส่งผลต่อระบบการบริหารจัดการภายในองค์กร จะก่อผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจเกาหลีใต้

ความวิตกดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเกินจริงเพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วเช่นกรณีของ แดวู ชิปบิลดิ้ง แอนด์ มารีนเอ็นจิเนียริ่ง บริษัทต่อเรือแถวหน้าของประเทศ และเป็นหนึ่งในบริษัทในเครือของแดวู กรุ๊ป แชโบลรายใหญ่อีกราย โดยแดวู ชิปบิลดิ้งขาดทุนอย่างหนักเป็นประวัติการณ์ถึง 2,942 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.02 แสนล้านบาท) ในปี 2015 จนรัฐบาลเกาหลีใต้ต้องอัดฉีดเงินกู้อุ้มบริษัทเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพราะหากปล่อยให้ล้มจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานภายในประเทศ ซึ่งสาเหตุการขาดทุนไม่ได้มาจากภาวะการค้าโลกซบเซาในช่วงดังกล่าวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากระบบการบริหารภายในครอบครัวที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ คำตัดสินโทษอีแจยอง จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นในการสะสางปัญหาเรื้อรังของระบบบริหารธุรกิจ และทลายแนวคิด "ใหญ่เกินกว่าจะล้มได้" ของแชโบลเนื่องจากโทษจำคุกอีแจยองเป็นหนึ่งในโทษที่รุนแรงที่สุดที่ผู้บริหารแชโบลได้รับ และภายใต้กฎหมายของเกาหลีใต้แล้ว หากได้รับโทษจำคุกมากกว่า 3 ปี จะไม่สามารถรอลงอาญาได้

แม้บทลงโทษอีแจยองจะรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยตัดสินมา แต่ก็ลดลงจากสำนวนฟ้องของอัยการที่เสนอโทษจำคุก 12 ปี และถือว่ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับข้อหาหลายกระทงของอีแจยอง เช่น ยักยอกเงิน จ่ายสินบนให้ชเวซุนซิลเพื่อขอให้รัฐช่วยเรื่องการควบรวมกิจการภายในบริษัทเมื่อปี 2015 รวมถึงไปการให้การเท็จ และปกปิดบัญชีทรัพย์สินในต่างประเทศ ขณะที่ทนายความของ อีแจยองเปิดเผยว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อ ทำให้อีแจยองมีสิทธิได้รับการลดโทษและคดีความคาดว่าจะยืดเยื้อไปจนถึง ปี 2018

สถานการณ์ดังกล่าวหมายความว่าคดีทายาทซัมซุงผู้นี้อาจเสี่ยงซ้ำรอยคดีผู้บริหารแชโบลรายก่อนๆ ที่ได้รับโทษเพียงเล็กน้อย หรือรอลงอาญาจนได้รับการยกเว้นโทษในที่สุด และจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า การปฏิรูปแชโบลคงไม่ได้สำเร็จอย่างรวดเร็วตามเป้าหมายของประธานาธิบดี มุนแจอิน

ก่อนหน้านี้ มุนแจอินให้คำมั่นมาโดยตลอดว่าจะเดินหน้าปฏิรูปแชโบลที่มีอิทธิพลมากเกินไปในประเทศ เพื่อลดอำนาจทางเศรษฐกิจในมือกลุ่มธุรกิจ ดังกล่าว ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากการแต่งตั้ง 2 นักวิชาการผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับแชโบลขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญทางเศรษฐกิจ คือ จางฮาซอง เป็นหัวหน้าฝ่ายนโยบาย และคิมซางโจ ผู้ได้ฉายาว่ามือสังหารแชโบล เป็นผู้อำนวยการคณะกรรมการส่งเสริมการค้าแบบยุติธรรม (เอฟทีซี) ซึ่งล่าสุดนั้น คิมซางโจได้ออกมากดดันฮุนได มอเตอร์ แชโบลรายใหญ่ของประเทศ ให้ยกเครื่องระบบการถือหุ้นไขว้ภายในเครือบริษัท เพื่อเพิ่มความโปร่งใสยิ่งขึ้นในการบริหารงาน

นอกเหนือจากการเสริมทัพด้านบุคลากรแล้ว มุนแจอินยังต้องการใช้ระบบภาษีมาควบคุมแชโบล โดยประกาศเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ว่ามีแผนขึ้นภาษีบริษัทที่มีผลกำไรสูงต่อปีกว่า 177 ล้านดอลลาร์ (ราว 5,878 ล้านบาท) จาก 22% เป็น 25% นับตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อเอกชนเกาหลีใต้ 129 แห่ง ที่รวมถึงกลุ่มแชโบล นอกจากนี้ มุนแจอินยังจะขึ้นภาษีคนรวยผู้มีรายได้มากกว่า 4.42 แสนดอลลาร์ (ราว 14 ล้านบาท) เป็น 42% จาก 40% ด้วยเช่นกัน

เป้าหมายของมุนแจอินยังครอบคลุมไปถึงการยกเครื่องกฎระเบียบทางธุรกิจ เช่น การเตรียมใช้ระบบเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยในแชโบลมีสิทธิเลือกผู้บริหารได้ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการลดการผูกขาดอำนาจภายในบริษัท รวมถึงวางแผนจำกัดเงินลงทุนทางธุรกิจของแชโบลในภาคอุตสาหกรรมการเงิน และเพิ่มมาตรการคุมเข้มการเข้าไปลงทุนในภาคส่วนที่มีความเหมาะสมสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมากกว่า อีกทั้งจะเพิ่มอำนาจของเอฟทีซีให้เข้าตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินงานของแชโบล ในการทำธุรกิจร่วมกับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าบรรดาบริษัทขนาดเล็กมีโอกาสแข่งขันอย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี มุนแจอินยังไม่มีอำนาจทางการเมืองมากพอในการผลักดันแผนการดังกล่าว เพราะพรรครัฐบาลครองที่นั่งในสภาเพียง 40% เท่านั้น หมายความว่าไม่มีเสียงข้างมากพอผ่านมาตรการและกฎหมายปฏิรูปดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ที่สนับสนุนแชโบลยังคงมีอิทธิพลอยู่มากในสภาเกาหลีใต้

นอกจากมีแนวโน้มติดขัดเรื่องการผ่านกฎหมายแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่สามารถจัดการควบคุมแชโบลได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากยังจำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากกลุ่มแชโบลจัดการปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ เช่น การปฏิรูปตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของมุนแจอิน ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการจ้างงานเพิ่ม หรือการดันให้ค่าแรงขั้นต่ำรายชั่วโมงปรับขึ้นกว่า 30% ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้

ขณะเดียวกัน กลุ่มแชโบลอาจเป็นกำลังสำคัญในการลดแรงกดดันจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ที่โจมตีเกาหลีใต้เรื่องประเด็นดุลการค้าก่อนหน้านี้ ซึ่งสหรัฐขาดดุลการค้ากับเกาหลีใต้ 2.77 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.96 แสนล้านบาท) เมื่อปี 2016 ขณะที่เกาหลีใต้ยังเสี่ยงเผชิญกับความขัดแย้งด้านภูมิศาสตร์การเมือง ทั้งจากจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)เตือนว่าปัจจัยดังกล่าวจะกดดันการ ขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต

การลงดาบทายาทซัมซุงคือจุดเริ่มต้นสู่เป้าหมายยิ่งใหญ่ในการปฏิรูปภาคธุรกิจของเกาหลีใต้เท่านั้น โดยการลดอิทธิพลของกลุ่มแชโบลจะเป็นหนึ่งในงานหินของรัฐบาล ที่คงต้องเผชิญการต่อสู้อีกหลายระลอก ท่ามกลางการผลักดันการกระตุ้นเศรษฐกิจเกาหลีใต้

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน