
การเมืองนิ่ง ดันเศรษฐกิจดี
ชลลดา อิงศรีสว่างเหตุการณ์ที่อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาของศาลในคดีโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา อาจจะสร้างความปั่นป่วนระยะสั้นให้กับการเมืองไทย ที่หัวหน้าพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเดินทางออกนอกประเทศ โดยอาจรู้ได้ว่าจะมีโอกาสกลับมาอีกหรือไม่ แต่เหตุการณ์นี้กลับเป็นผลดีต่อบรรยากาศเศรษฐกิจ
ชลลดา อิงศรีสว่าง
เหตุการณ์ที่อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาของศาลในคดีโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา อาจจะสร้างความปั่นป่วนระยะสั้นให้กับการเมืองไทย ที่หัวหน้าพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเดินทางออกนอกประเทศ โดยอาจรู้ได้ว่าจะมีโอกาสกลับมาอีกหรือไม่ แต่เหตุการณ์นี้กลับเป็นผลดีต่อบรรยากาศเศรษฐกิจ
ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีการวิเคราะห์กันว่า การหนีออกนอกประเทศของ ยิ่งลักษณ์ จะสร้างความมั่นคงทางการเมืองให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะจัดการให้มีการเลือกตั้งและเดินหน้าตามโรดแมปของรัฐบาลได้อย่างสบายใจ โดยที่ผ่านมา มีการจับจ้องมองว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 2561 จริงหรือไม่
ประเด็นนี้เป็นความกังวลใจของภาคเอกชนมาโดยตลอด ทั้งนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูทิศทางสถานการณ์การเมืองก่อน โดยเฉพาะต่างชาติในหลายประเทศประกาศตัวชัดเจนว่าไม่อยากลงทุนในประเทศที่ไม่มีการเลือกตั้ง หรือไม่มีประชาธิปไตย แม้จะมีการอธิบายว่าปัญหาของไทยไม่เหมือนของชาติอื่นที่ทหารเข้ามาเพื่อผ่าทางตันทางการเมืองก็ตาม
อดิศร เนาวนนท์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มองว่า หลังจากนี้ไปทิศทางการเมืองของประเทศไทยในส่วนของพรรคเพื่อไทย ก็อาจจะมีการเคลื่อนไหวไม่มากนัก แต่ในกลุ่มของมวลชนผู้สนับสนุน หรือกลุ่ม นปช. จะเคลื่อนไหวเป็นคลื่นใต้น้ำอยู่ในพื้นที่เหมือนเดิม
"อย่าลืมว่าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันสังคมไทยมักจะอยู่กับผู้ที่ชนะ หรือมีอำนาจทางการเมืองเท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าทิศทางทางการเมืองหลังจากนี้ก็จะเดินตามโรดแมปของ คสช. และอาจจะมีพรรคการเมืองหลายพรรคหันมาสวามิภักดิ์กับ คสช. ส่วนกลุ่มของพรรคเพื่อไทยก็จะค่อยๆ อ่อนกำลังลงในที่สุด ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของวงจรทางการเมือง ดังนั้นกลุ่มอำนาจทางการเมืองในปัจจุบันก็จะอยู่ไปอีกอย่างน้อย 7-8 ปีข้างหน้าแน่นอน" อดิศร กล่าว
ไม่แต่เพียงนักวิชาการมองเท่านั้น นักธุรกิจเองก็เห็นไม่ต่างกัน โดย กลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย เห็นว่า กรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาในคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า บรรยากาศการเมืองไทยน่าจะดีขึ้น เพราะลดการเผชิญหน้าทางการเมือง
ทั้งนี้ มุมมองของทางหอการค้าต่างประเทศเรื่องการทำธุรกิจและการลงทุน จะไม่มีผลกระทบเพราะต่างชาติไม่ได้มองเรื่องผลการตัดสินของศาล สิ่งที่มองคือ การประกอบธุรกิจในไทยปลอดภัยดีหรือไม่ ธุรกิจสามารถทำกำไรได้งอกเงยเพิ่มขึ้นอย่างไร
อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ผลกระทบจากคำพิพากษาคดีจำนำข้าว เป็นผลบวกต่อการลงทุนในตลาดการเงินและผลดีต่อภาคการลงทุนซึ่งยังกังวลกับความไม่แน่นอนทางการเมือง เงินบาทน่าจะแข็งค่าขึ้นอีก ตลาดหุ้นน่าจะฟื้นตัว เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะขยายตัวได้ในระดับเดียวกับครึ่งปีแรก โดยจะมีการชะลอตัวในไตรมาส 3 เล็กน้อยจากปัญหา น้ำท่วมในภาคอีสานและปัญหาการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเร่งตัวขึ้นช่วงปลายปีโดยเฉพาะในภาคการลงทุนและการท่องเที่ยว อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีน่าจะมีโอกาสเกิน 4% โดยมีช่วงของการคาดการณ์อัตราการเติบโตของจีดีพีอยู่ที่ 3.6-4.2%
นอกจากนี้ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในอนาคตน่าจะลดลงบ้าง นักการเมืองต้องโปร่งใสมากขึ้น ความขัดแย้งจะจัดการได้ดีที่สุดภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพและมีความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ความเป็นกลาง เป็นธรรมและอุเบกขาของศาลจะเป็นหลักประกันสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย มั่นใจว่า หลังจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่น จะเริ่มดีขึ้น เพราะรัฐบาลจะไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง สามารถที่จะเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่จะต้องเร่งปฏิรูปประเทศไทยให้เดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลดี ต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจในระดับไมโครมากขึ้น แม้การใช้งบประมาณของภาครัฐยังไม่กระจายไปถึงระดับฐานราก แต่ขณะนี้เริ่มมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบท้องถิ่น กระตุ้นงบลงทุนการใช้จ่ายภาครัฐ เพิ่มเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค และประชาชนในระดับฐานรากให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการเตรียมการไป สู่การเลือกตั้ง
นอกจากความมั่นคงทางการเมืองที่จะมีมากขึ้น จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นดีขึ้น การลงทุนเอกชนก็จะทยอยเพิ่มขึ้นแล้ว ปรากฏการณ์นี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีแก่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจด้วยความระมัดระวัง การออกนโยบายใดจะทำให้รัฐบาลรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร และนโยบายประชานิยมต่างๆ
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยืนยันว่า นโยบายประชานิยมไม่ใช่ผู้ร้าย และไม่ใช่ของไม่ดี แต่จะต้องทำให้เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เหมือนที่กระทรวงการคลังได้จัดการให้ลงทะเบียนคนจน เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างถูกจุด การแก้ไขหนี้นอกระบบ การจัดให้เจ้าหนี้นอกระบบมาขึ้นทะเบียนในระบบ การช่วยเหลือชาวนาด้วยการทำประกันพืชผลให้หากได้รับความเสียหาย ล้วนแต่เป็นการจัดระบบทั้งสิ้น และต้องไม่สร้างให้เกิดภาระการคลังในอนาคต n







