posttoday
นโยบาย ‘เงิน’ ผิด ประวัติศาสตร์จีนเปลี่ยน

นโยบาย ‘เงิน’ ผิด ประวัติศาสตร์จีนเปลี่ยน

25 สิงหาคม 2560

ก้อนเงินตำลึงที่เราเห็นจอมยุทธ นิยมใช้เป็นเงินตรากันเมื่อ 600 ปีก่อน ซึ่งจัดว่าเป็นของใหม่สำหรับอารยธรรมจีน เพราะอันที่จริงแล้วในจีน "เงิน" เป็นสิ่งหายาก...

ก้อนเงินตำลึงที่เราเห็นจอมยุทธ นิยมใช้เป็นเงินตรากันเมื่อ 600 ปีก่อน ซึ่งจัดว่าเป็นของใหม่สำหรับอารยธรรมจีน เพราะอันที่จริงแล้วในจีน "เงิน" เป็นสิ่งหายาก...

"เงิน" ในที่นี้หมายถึงแร่เงิน

แม้จีนยุคใหม่จะเป็นผู้ผลิตแร่เงินอันดับ 3 ของโลก แต่เหมืองแร่เงินในจีนมักไม่ใช่แร่เงินบริสุทธิ์

จีนใช้ทองแดงเป็นตัวแทนเงินตรามาตลอดจนถึงราชวงศ์หมิงค่อยเปลี่ยนไปใช้แร่เงิน ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่มีค่าเพราะหาได้ยาก

มีค่าขนาดไหนนะหรือ เช่น ที่เห็นในหนังจีนว่าจอมยุทธราชวงศ์หมิงกินข้าวเสร็จสิ้น แล้วหยิบก้อนเงิน "หยวนเป่า" (ก้อนเงินรูปเรือที่มีก้อนป่องครึ่งวงกลมกลางลำ) ออกมาสองสามก้อนวางกระแทกกับโต๊ะนั้นเป็นเรื่องโม้สิ้นดี เพราะเอาเข้าจริง เงินหยวนเป่าขนาดที่จอมยุทธใช้จ่ายค่าอาหารกันให้เห็น 1 ก้อน* มีค่าประมาณ 2.4 หมื่นบาท

(* ในยุคราชวงศ์หมิงเงิน 1 ตำลึง จีนมีน้ำหนัก 37 กรัม มีค่าตำลึงละ 3,000-4,000 บาท เงินหนึ่งก้อนที่เราเห็นในหนังจีนหนักประมาณ 6-7 ตำลึง)

ในชีวิตจริง ถ้าจอมยุทธในยุคต้นราชวงศ์หมิงปรารถนาจะจ่ายค่าอาหารด้วยเงิน จอมยุทธจะควักเศษก้อนเงินเล็กๆ จากถุงผ้า ซึ่งก้อนเงินที่ควักมามักบิดเบี้ยว เพราะผ่านการตัดแบ่งหลายครั้งจอมยุทธกะประมาณด้วยสายตา แล้วค่อยๆ บรรจงเอากรรไกร ตัดเงินออกเป็นก้อนย่อยที่มีน้ำหนักเท่ากับค่าอาหาร เสี่ยวเอ้อมองด้วยสายตาที่ฝึกฝนมานาน ดูว่าเงินที่เพิ่งรับมาเป็นเงินแท้หรือไม่ แล้วเอาไปชั่งต่อหน้าเถ้าแก่ ถ้าได้น้ำหนักครบก็เป็นอันเสร็จพิธีการจ่ายค่าอาหาร

ฉากจอมยุทธจ่ายเงินค่าอาหารข้างต้นใกล้เคียงความจริงในยุคต้นราชวงศ์หมิง แต่นี่ไม่ใช่เรื่องปกติของระบบการเงิน เปรียบเหมือนยุคปัจจุบันเกิดวิกฤตเงินสดที่ใช้ไร้เครดิต จนผู้คนต้องเอาทองแท่งมาใช้จ่ายแทน

ทั้งหมดเกิดคือความผันผวนด้านระบบการเงิน เพราะสภาพเศรษฐกิจฝืดเคืองและนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาดตั้งแต่สมัยต้นราชวงศ์

เรื่องมาจากช่วงต้นราชวงศ์หมิงเกิดวิกฤตทองแดงขาดแคลน จูหยวนจาง ฮ่องเต้ผู้สถาปนาราชวงศ์คิดแล้วคิดอีก จึงเห็นว่าระบบเงินกระดาษ (ธนบัตร) ที่ใช้กันมาตั้งแต่ราชวงศ์ซ่งน่าจะเป็นหนทางแก้ปัญหาได้

จูหยวนจาง สั่งพิมพ์แบงก์มาใช้งาน ราชสำนักไม่ต้องเสียเวลาถลุงและหลอมทองแดง ส่วนประชาชนก็พกพาง่ายไม่หนักกระเป๋า ต่อมาราชวงศ์หมิงกระชับนโยบายหนักขึ้นอีก โดยออกกฎห้ามใช้เงินทองแดงให้แบงก์ราชวงศ์หมิงเป็นเงินตราสกุลเดียวที่ชาวบ้านใช้ได้ หรือผู้คนจะมีสิทธิใช้เงินทองแดงก็เฉพาะตอนเอามาแลกแบงก์ไปจากราชสำนักเท่านั้น

ถ้าเอาจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาจับ คงน่าชื่นชมว่าราชสำนักหมิงช่วยลดภาวะมลพิษจากการทำเหมืองโลหะได้มากโข

แต่ปัญหายุคนั้นดันไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อม ฮ่องเต้จูหยวนจางไม่เคยตั้งคำถามว่า "เงินกระดาษที่สั่งพิมพ์ออกมาได้ตามบัญชา มันมีมูลค่ามาจากไหน?"

ราชสำนักหมิงคงไม่เคยคิดว่า ที่จริงเงินกระดาษไม่ได้มีค่าในตัวมันเอง และการพิมพ์เงินกระดาษจำเป็นต้องมีทองคำ หรือโลหะมีค่าเป็นตัวค้ำประกัน มิเช่นนั้นแล้วประเทศหนึ่งๆ อยากจะรวยเท่าไรก็พิมพ์แบงก์ออกมา ซึ่งจะตามมาด้วยสภาวะเงินเฟ้อแน่นอน

จูหยวนจาง ได้แต่คิดว่าพอเงินขาดมือเมื่อไหร่ก็แค่สั่งพิมพ์เพิ่มเติม ปัญหาก็จบ เงินเฟ้อสิครับ ค่าเงินราชวงศ์หมิงยิ่งลดฮวบ เงินทองแดงซึ่งยังผูกค่าอยู่กับแบงก์ที่ราชสำนักออกมาก็พลอยลดค่าตามไปด้วย

ลดลงถึงขนาดที่ว่า ชาวบ้านเอาเงินทองแดงที่เก็บเอาไว้ไปหลอมเป็นกะทะยังคุ้มกว่า และขณะที่ราชสำนักยังไม่เห็นทางออก แต่ชาวบ้านหาทางออกเองแล้ว

ชาวบ้านใช้โลหะชนิดใหม่มาใช้แลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง โลหะชนิดใหม่ต้องหาไม่ง่ายไม่ยาก คำตอบคือแร่เงินและทองคำ ภายหลังแร่เงินได้รับความนิยมกว่าเพราะทองคำมีน้อย

แต่ด้วยความที่ยังมีไม่มากพอ มันจึงมีค่ามากถึงขนาดที่เวลาใช้ยอดเงินน้อยๆ ต้องเอาก้อนเงินมาตัดเป็นก้อนเล็กๆ ลำบากหน่อยแต่ก็ยังปลอดภัยในเรื่องค่าเงินกว่าเก็บรักษาไว้เป็นแบงก์ราชสำนักหมิง หรือทองแดง

ราชสำนักงานงอก เพราะหากปล่อยไปนานเข้า เงินทองแดงและแบงก์ราชสำนักที่ทางการเก็บไว้ในคลังยิ่งลดค่า ราชสำนักยังฝืนออกกฎว่า หากพบชาวบ้านใช้เงินและทองในการซื้อขาย มีโทษปรับหนึ่งหมื่นเท่า หนักเข้าถึงขั้นส่งไปเป็นทหารที่ชายแดน

แต่สุดท้ายราชสำนักก็ฝืนกลไกตลาดไม่ไหว เพราะเงินของราชสำนักไร้เครดิตไปแล้ว ชาวบ้านต่างเลือกข้างแร่เงิน ปล่อยให้ราชสำนักโดดเดี่ยวกับเงินคงคลังที่ลดค่าลงไปเรื่อยๆ

เมื่อฝืนไม่ได้ พอมาถึงช่วงกลางราชวงศ์หมิง ราชสำนักจึงออกกฎรับภาษีเป็น "เงิน" เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่ายอมรับว่าแร่เงินเป็นเงินตราที่แท้จริง

แต่เนื่องจากเงื่อนไขข้างต้นที่จีนผลิตแร่เงินได้น้อย จึงต้องพึ่งพาแหล่งแร่เงินจากนอกประเทศ

เป็นเวลาลงตัวพอดีกับที่ชาวยุโรปบุกเบิกแหล่งแร่เงินในทวีปอเมริกาใต้ ปริมาณแร่เงินที่หมุนเวียนกันในยุโรปมากล้นเกิน ชาวยุโรปจึงหาทางระบายแร่เงินออกจากระบบ เพื่อไม่ให้แร่เงินในยุโรปลดค่า จีนก็ต้องการแร่เงินเพิ่มขึ้นพอดี นอกจากนั้นยังมีแหล่งแร่เงินอีกแหล่งจากญี่ปุ่นที่เพิ่งค้นพบแร่เงินขนาดใหญ่ด้วย

ด้วยความใหญ่ของอาณาจักรจีน จีนจึงเป็นผู้นำเข้าแร่เงินรายใหญ่ที่สุดของยุคนั้น เปรียบเสมือนหลุมดำของแร่เงิน จีนส่งออกแพรไหม ใบชา และเครื่องเคลือบเพื่อนำแร่เงินเข้าประเทศ "เงิน" จึงเป็นประตูบานแรกที่กระตุ้นให้จีนเปิดประเทศให้กับการบุกเบิกค้าขายและล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก

จีนใช้แร่เงินในการแลกเปลี่ยนสินค้าต่อมาอีกหลายร้อยปี และชะตาชีวิตของเศรษฐกิจจีนหลังจากหลายร้อยปีก็ไม่อยู่ในมือของจีนคนเดียวอีกต่อไป

เพราะเรื่องตลกที่จู่ๆ จีนก็ต้องนำเข้าโลหะ ซึ่ง ต้องพึ่งพาต่างชาติมาเป็นเงินตราของตัวเองอย่าง ไม่ตั้งใจ

นี่เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จีนอ่อนแอด้านเศรษฐกิจลงในอีกหลายร้อยปีถัดมา เงินฝืดเงินเฟ้อผูกอยู่กับแหล่งแร่เงินนอกประเทศ หรือแม้แต่กระทั่งสงครามฝิ่น ซึ่งด้านหนึ่งเกิดขึ้นเพราะตะวันตกต้องการแร่เงินที่จีนดูดซับไปจากระบบเศรษฐกิจตะวันตกกลับคืน

นโยบายและการตัดสินใจใดๆ ในระดับบ้านเมืองใดจึงสำคัญเสมอ เพราะผลกระทบไม่เคยสั้น และมักส่งผลยืนยาวเป็นสิบเป็นร้อยปีข้างหน้า n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท