
Public Space Public Life Survey สำมะโนชีวิตสาธารณะ (1)
อาทิตย์ โกวิทวรางกูรเครือข่ายมักกะสัน[email protected]หลายตอนที่ผ่านมา ได้ไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญ และพัฒนาการที่เกิดขึ้น กับโคเปนเฮเกน
อาทิตย์ โกวิทวรางกูรเครือข่ายมักกะสัน[email protected]
หลายตอนที่ผ่านมา ได้ไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญ และพัฒนาการที่เกิดขึ้น กับโคเปนเฮเกน
เมืองที่หลายสำนักยกนิ้วว่า "ดีที่สุดในโลก"
โคเปนเฮเกนมีจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้เว่อร์วังอะไร มีปัญหาแบบเดียวกับที่หลายเมืองในโลกประสบ คือโดนรถยนต์บุกและครอบงำทิศทางการพัฒนาเมือง
ทว่าตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ได้มีความพยายามต่อสู้กับรถยนต์และถนน นำมาสู่การเริ่มต้นเปลี่ยนถนนเส้นหลักกลางเมือง ให้เป็นทางคนเดิน
จากชั่วคราว สู่ถาวร
จากเส้นเดียวกลายเป็นโครงข่ายทางเดินและพื้นที่สาธารณะกลางเมือง
หลังจากวันแรกล่วงเลยเวลาผ่านมา 25 ปี (ในปี 1986) โคเปนเฮเกนตั้งคำถามกับตัวเอง
"นอกจากจำนวนถนนคนเดินและพื้นที่สาธารณะที่เพิ่มขึ้น วัดเป็นตัวเลขได้ชัดเจน ...
มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีกบ้าง?
... กับผู้คน กับพฤติกรรมในพื้นที่สาธารณะ
และเราจะรู้ได้อย่างไร ด้วยวิธีการแบบไหน ด้วยเครื่องมืออะไร?"
นั่นนำมาซึ่งการทำการสำรวจ "ผู้คนและชีวิตสาธารณะ" ในเมืองโคเปนเฮเกน -- อีกครั้ง
ผู้บริหารเมืองโคเปนเฮเกนได้ทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาจนกลายเป็นกระบวนการปกติ เมื่อมีคำถามเช่นนี้ จึงเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาเพื่อช่วยค้นหาคำตอบ ซึ่งคณะอาจารย์และนักศึกษาที่จะทำการสำรวจสำมะโนชีวิตสาธารณะ นำโดย ญาน เกห์ล (Jan Gehl) สถาปนิกและอาจารย์นักวิจัย สร้างสรรค์วิธีการสำรวจพฤติกรรมของผู้คนในเมือง ด้วยวิธีใหม่ๆ หลอมรวมหลายสาขาวิชาเข้าด้วยกัน
การสำรวจครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ... เขาและคณะ เคยทำการศึกษาก่อนหน้าไปเมื่อปี 1968
การจะตอบคำถามจึงทำได้ไม่ยาก แค่ "เปรียบเทียบ" การสำรวจ "ครั้งก่อน" กับ "ครั้งใหม่"
เพียงเท่านี้ ก็จะเห็น "ความเปลี่ยนแปลง" ในหลายมิติ
สำหรับญาน เป้าหมายสูงสุดของการเขา คือ ทำให้ผู้คนและพฤติกรรมการใช้พื้นที่สาธารณะประจักษ์แก่สายตา (Make People And Their Use Of Public Space Visible) และจัดวางประเด็นเหล่านี้ให้มีความสำคัญอันดับแรกๆ ในการวางแผนพัฒนาเมือง (Place These Issues At The Forefront Of Urban Planning)
เพื่อให้มั่นใจว่า ผู้คนและชีวิตสาธารณะ จะได้รับความสนใจที่เพียงพอ ไม่ถูกมองข้ามไปในกระบวนการวางแผนเมือง
เขาเน้นว่าเมืองจำเป็นต้องมี "ข้อมูลของคนเดินถนนและชีวิตสาธารณะ" แบบเดียวกับที่วิศวกรจราจร คอยเก็บข้อมูลการสัญจรของรถยนต์ และรูปแบบการจอดรถอยู่เป็นปกติ
ปัญหาของเกือบทุกเมืองที่ผ่านมา คือ ข้อมูลคนเดินถนนและการใช้พื้นที่สาธารณะ (ในเวลานั้น) ไม่ได้ถูกเก็บอย่างเป็นระบบ (Useful Systematic Way)
มันจึงมีข้อมูลน้อยนิด กระท่อนกระแท่น ไม่เพียงพอให้ผู้บริหารเมืองนำไปใช้อะไรเป็นเรื่องเป็นราวได้
ซึ่งแปลว่า มันไม่มีเอกสาร-หลักฐาน-หรือการศึกษา ใดๆ (ที่ได้ไปประเมินคุณค่าของพื้นที่สาธารณะ สำหรับประชาชน อย่างครบถ้วน น่าเชื่อถือ) เพื่อเอาไปใช้สนับสนุนในการอภิปรายกัน
ระหว่างนักการเมือง นักการจราจร และผู้คนในเมือง
ในการทำสำมะโนชีวิตสาธารณะหรือ Public Space Public Life Survey นั้นมุ่งศึกษา ปฏิสัมพันธ์ (Interplay) ระหว่างชีวิตสาธารณะ (Public Life) กับพื้นที่สาธารณะ (Public Space)
โดยพยายามตอบคำถามหลัก 3 ข้อ
1.มีกิจกรรมอะไร เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะบ้าง
2.ใครเป็น "ผู้ใช้" พื้นที่... และใช้อย่างไร?
3.ลักษณะการจัดวาง (Lay Out) ของตัวอาคาร และพื้นที่สาธารณะมีอิทธิพลต่อ รูปแบบของกิจกรรม (Activity Pattern) และพฤติกรรมของผู้ใช้แต่ละคน (Behavior Of The Individual Users) อย่างไร
พูดอีกอย่างได้ว่า "สภาพแวดล้อม" ส่งผลต่อ "ผู้คน" อย่างไร?
หรือ Public Space ส่งผลต่อ Public Life อย่างไรบ้าง?
เห็นได้ว่า นี่ไม่ใช่คำถามซับซ้อนสูงส่ง มันเป็นแค่คำถามพื้นๆ
เอาเข้าจริง การสำรวจนี้แค่ทำหน้าที่บันทึกชีวิตธรรมดาของผู้คนในแต่ละวันในสถานการณ์ทั่วไปและในพื้นที่ที่คนใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ
แล้วนำสิ่งที่บันทึกไปเปรียบเทียบ เพื่อดูการเปลี่ยน แปลงเมื่อ (1) เมืองมีการปรับเปลี่ยนใดๆ
และ (2) เมื่อเวลาผ่านไป
ผลการศึกษา ได้ถูกตีพิมพ์ใน Arkitekten วารสารฉบับเดียวกับที่เคยตีพิมพ์การศึกษาครั้งแรกเมื่อปี 1968 ในชื่อบทความว่า Byliv 1986 (แปลว่า Public Life 1986) โดยตีพิมพ์เป็นภาษาเดนมาร์ก และไม่มีแปลเป็นภาษาอังกฤษ (จะขอสรุปความเล่าสู่กันฟังในตอนหน้านะครับ)
หลังงานสำรวจนี้ถูกตีพิมพ์ออกไป ประเทศเพื่อนบ้านในสแกนดิเนเวียขอให้ไปทำ "แบบนี้" กับเมืองเขาบ้าง
เริ่มจาก ออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ ตามมาด้วย สตอกโฮล์ม เมืองหลวงของสวีเดน
จากนั้นก็ฉุดไม่อยู่แล้ว ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา ญานถูกขอให้ทำสำรวจแบบนี้อีกหลายสิบเมือง เริ่มแรกเขารับจ๊อบส่วนตัวในฐานะที่ปรึกษา ทำการสำรวจและเสนอแนะแนวทางปรับปรุง ... เขาใช้โต๊ะกินข้าวในห้องครัวที่บ้านเป็นโต๊ะทำงาน กระทั่งงานล้นทะลักจนรับแบบเดิมไม่ไหว เขาจึงตัดสินใจเปิดบริษัทที่ปรึกษา Gehl Architects ในวัย 63 ทีเด็ดของการสำรวจแบบนี้คืออะไร? ทำไมหลายเมืองจากทั่วโลก ถึงอยากทำบ้าง?
ตอนหน้าเราจะลงไปดูเนื้อหาในรายละเอียดกัน n







