
เก็บภาษีน้ำหวานเพิ่ม
ภาษีสรรพสามิตใหม่เก็บเพิ่มตามความหวานของน้ำตาล เพื่อไม่ให้ประชาชนบริโภคน้ำตาลมากจนเกิดปัญหาสุขภาพ มีผลใช้16ก.ย.นี้
ภาษีสรรพสามิตใหม่เก็บเพิ่มตามความหวานของน้ำตาล เพื่อไม่ให้ประชาชนบริโภคน้ำตาลมากจนเกิดปัญหาสุขภาพ มีผลใช้16ก.ย.นี้
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ประกาศใช้กับ 13 สินค้า และ 4 บริการ เป็นไปตาม พ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงการเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงาน หรือราคาสำแดงนำเข้า (ซีไอเอฟ) มาเป็นราคาขายปลีกแนะนำ ทำให้ผู้ประกอบการมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น กรมสรรพสามิตจึงต้องประกาศอัตราภาษีใหม่ ซึ่งลดลงกว่าเดิมเพื่อให้ภาระภาษีของผู้ประกอบการใกล้เคียงกับที่เสียก่อนหน้า
"อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ จะไม่ทำให้ผู้ประกอบการปกติไม่ได้รับกระทบมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น แต่จะทำให้ผู้ประกอบการที่เคยสำแดงต่ำ อัตราภาษีใหม่ก็จะทำให้เสียภาษีเพิ่มขึ้น" นายอภิศักดิ์ กล่าว
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า การประกาศอัตราภาษีสรรพสามิตล่วงหน้าก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 16 ก.ย. 2560 เพราะมีบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่และผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากจะได้ปรับตัวทัน ซึ่งอัตราภาษีใหม่ไม่ได้ทำให้ภาระภาษีต่างไปจากเดิม
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มจะมีการเปลี่ยนแปลงมาก เพราะจากเดิมที่เก็บภาษีจากฐานราคาเพียงอย่างเดียว แต่อัตราภาษีใหม่จะเก็บภาษีในส่วนของความหวานหรือน้ำตาลรวมอยู่ด้วย เพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของ กระทรวงสาธารณสุขและกลุ่มเอ็นจีโอ ที่ต้องการให้ประชาชนลดการบริโภคน้ำตาลจะได้ไม่เป็นอันตรายกับสุขภาพ
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังก็จะให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัว 6 ปี แบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 2 ปี ค่อยเพิ่มอัตราเพิ่มขึ้น โดยใน 2 ปีแรกจะเก็บในอัตราที่ต่ำสุด ทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้า ลดการใช้น้ำตาลให้มีความหวานน้อยลง เป็นเครื่องดื่มไม่ทำลายสุขภาพ ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น
ทางด้าน นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เตรียมแถลงรายละเอียดอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ ในวันที่ 28 ส.ค. 2560 หลังจากคาดว่า พ.ร.บ.สรรพสามิตใหม่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายใน 1-2 วันนี้ อย่างไรก็ดี ยังมีสินค้าอีก 3 รายการ ที่ยังไม่ได้ประกาศอัตราภาษีใหม่ ได้แก่ ยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ไพ่ คาดว่ากระทรวงการคลังจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันที่ 12 ก.ย. 2560 ก่อนที่จะกฎหมายมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.ย. 2560 เพื่อไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้าของทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่ายให้ประชาชนเดือดร้อน







