
หวั่นการเงินเหลื่อม ดันสงครามค่าเงินระอุ
นันทิยา วรเพชรายุทธประเด็นเรื่องนโยบายการเงินโลกจะกลับมาอยู่ในโฟกัสที่หลายประเทศต้องจับตาอีกครั้ง ระหว่างการประชุมวิชาการประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่รีสอร์ทแจ็กสันโฮล ในรัฐไวโอมิง สหรัฐ ช่วงสุดสัปดาห์นี้
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ประเด็นเรื่องนโยบายการเงินโลกจะกลับมาอยู่ในโฟกัสที่หลายประเทศต้องจับตาอีกครั้ง ระหว่างการประชุมวิชาการประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่รีสอร์ทแจ็กสันโฮล ในรัฐไวโอมิง สหรัฐ ช่วงสุดสัปดาห์นี้
ทว่า สิ่งที่จะเป็นดาวเด่นที่สุดอาจไม่ใช่เจ้าภาพอย่างเฟด เพราะได้แบไต๋ทยอยส่งสัญญาณสาย "พิราบ" ออกมาอย่างต่อเนื่องแล้วว่าจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปให้กังวลกัน ดังนั้นเรื่องที่จะถูกจับตามองจึงเป็นท่าทีนโยบายการเงินของแบงก์ชาติใหญ่ รายอื่นๆ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มากกว่า
เพราะสิ่งหนึ่งที่เป็นความกังวลอย่างเงียบๆ ของธนาคารกลางและรัฐบาลหลายประเทศในขณะนี้ก็คือ "ค่าเงินที่กำลังแข็งค่ามากเกินไป" จนอาจเป็นอุปสรรคต่อทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่กำลังดีขึ้น
ปัจจุบันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่ามาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีเมื่อเทียบกับเงินสกุลสำคัญๆ ของโลก โดยเงินยูโรแข็งค่าไปแล้วถึงราว 12% เช่นเดียวกับประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ ในเอเชีย อาทิ เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นราว 7.24% เงินวอนเกาหลีใต้ 7.18% และเงินบาท 7.44% จากข้อมูลที่รวบรวมโดยรอยเตอร์ส เพียงแต่สถานการณ์ค่าเงินแข็งค่าในปีนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะตีฆ้องร้องป่าวเหมือนปีที่ผ่านๆ มา เนื่องจากรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ขู่จะขึ้นบัญชีประเทศปั่นค่าเงินเพื่อออกมาตรการตอบโต้ทางการค้า ทำให้หลายชาติต้องยอมแบกรับไปอย่างเงียบๆ
แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศผู้ส่งออกเริ่มหนักใจกับอัตราแลกเปลี่ยนขาขึ้นต่อเนื่องเช่นนี้ หากนโยบายการเงินของแบงก์ชาติขนาดใหญ่ "ยิ่งไม่ไปในทิศทางเดียวกัน" ก็อาจยิ่งเป็นชนวนให้ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนขาขึ้นรุนแรงหนักขึ้นไปอีกในช่วงที่เหลือของปีนี้
ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ช่วงต้นปี อีซีบีเริ่มส่งสัญญาณออกมาว่าปี 2017 จะเริ่มเป็นปีแห่งนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และรวมไปถึงการลดมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) โดย มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ได้ระบุล่าสุดหลังการประชุมเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาว่า อาจเริ่มถกเรื่องการลดวงเงินคิวอีหลังเดือน ก.ย.นี้เป็นต้นไป เนื่องจากเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยูโรโซนเริ่มฟื้นตัวได้ดีขึ้นแล้ว
หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การขันนอตของอีซีบีก็จะเท่ากับเป็นการปรับนโยบายการเงินของแบงก์ชาติขนาดใหญ่ให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันระหว่างยุโรปและสหรัฐ ซึ่งเฟดเองก็ส่งสัญญาณเช่นกันว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 3 ครั้ง และจะเริ่มลดขนาดงบดุลซึ่งอยู่ที่ราว 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ ในปีนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เฟดกลับเริ่มส่งสัญญาณปรับท่าทีในช่วงไตรมาส 3 นี้ โดยเฉพาะในการเปิดเผยบันทึกการประชุมของวันที่ 25-26 ก.ค. ที่เห็นได้ชัดว่ากรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) หลายคนเริ่มกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ทำให้เกิดภาวะเสียงแตกว่าควรจะใจเย็นรอเห็นเงินเฟ้อฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องก่อนจึงจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหม่หรือไม่ ทำให้ฝั่งนักวิเคราะห์เริ่มคาดการณ์ใหม่ว่าอาจเป็นไปได้ที่เฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหม่ในปีนี้ จากเดิมที่เชื่อกันว่าจะได้เห็นในเดือน ธ.ค.นี้
หากอีซีบีเดินหน้าที่จะขันนอตนโยบายการเงินให้ตึงตัวขึ้น ในขณะที่เฟดเลือกจะชะลอออกไป จะทำให้นโยบายของ 2 แบงก์ชาติใหญ่ยิ่งถ่างออกไป และเป็นปัจจัยผลักดันให้ค่าเงินยูโรยิ่งแข็งค่ามากขึ้นอีกเมื่อเทียบกับดอลลาร์ หลังจากที่เพิ่งแข็งค่าสุดแตะระดับ 14 เดือนไป เมื่อได้รับสัญญาณลดคิวอีจาก ดรากี ในเดือนที่แล้ว
อัลแบร์โต กัลโล หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์เศรษฐกิจมหภาคของอัลเกบริส อินเวสต์เมนต์ และผู้จัดการกองทุน อัลเกบริส แม็คโคร เครดิต ฟันด์ ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซีไว้ว่า หากนโยบายการเงินของ 2 แบงก์ชาติใหญ่อย่างเฟดและอีซีบีไม่สอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน ก็อาจเสี่ยงนำไปสู่สงครามค่าเงินขึ้นได้ ซึ่งเริ่มมีสัญญาณให้เห็นแล้วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังเฟดส่งสัญญาณผ่อนท่าที ทำให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 1.18 ยูโร/ดอลลาร์
สงครามค่าเงินขนาดย่อมๆ จะแรงขึ้นทันทีหาก เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ออกมาส่งสัญญาณสายพิราบชัดเจนขึ้นมากกว่านี้ เพราะปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แทบจะไม่มีใครเชื่อมั่นแล้วว่ารัฐบาลทรัมป์ที่จมอยู่ในวังวนปัญหาการเมือง จะสามารถผลักดันมาตรการทางการคลังออกมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ภายในปีนี้
ภายใต้ทิศทางสหรัฐที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องยากสำหรับอีซีบี หรือแบงก์ชาติอื่นๆ หากจะตรึงนโยบายการเงินให้เป็นขาขึ้นในเวลานี้เช่นกัน และอาจทำให้ปีแห่งการปรับสมดุลการเงินโลกต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่สิ้นสุดอีกครั้ง นับตั้งแต่ที่โลกใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสุดขั้วมาเกือบ 10 ปีติดต่อกันแล้ว n







