posttoday
พูดกันไม่รู้เรื่อง

พูดกันไม่รู้เรื่อง

23 สิงหาคม 2560

ศุภมิตร ปิติพัฒน์มหาวิทยาลัยเปิดเทอมต้นแล้ว คณะที่เงียบเหงาไปนานกลับมามีชีวิตชีวาใหม่ เพราะนิสิตใหม่และพี่ๆ พร้อมหน้าพร้อมตากันคึกคัก ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศที่อวลด้วยเสียงจอแจนอกห้องเรียนของเวลาเปิดเทอมแบบนี้มาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่จะได้ข้อคิดข้อสังเกตน่าสนใจมากกว่าเวลาคณะร้างตอนปิดเทอม

ศุภมิตร ปิติพัฒน์

มหาวิทยาลัยเปิดเทอมต้นแล้ว คณะที่เงียบเหงาไปนานกลับมามีชีวิตชีวาใหม่ เพราะนิสิตใหม่และพี่ๆ พร้อมหน้าพร้อมตากันคึกคัก ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศที่อวลด้วยเสียงจอแจนอกห้องเรียนของเวลาเปิดเทอมแบบนี้มาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่จะได้ข้อคิดข้อสังเกตน่าสนใจมากกว่าเวลาคณะร้างตอนปิดเทอม

อย่างวันก่อน ขณะกำลังเตรียมการสอน นิสิตคนหนึ่งโผล่เข้ามาทักทายอาจารย์ของเขา พร้อมกับมีคำถามมาฝากว่า "อาจารย์ครับ ที่คนเราคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องนี่เป็นเพราะอะไรครับ?"

ตอบความสงสัยเขาพอให้มั่นใจว่าเราเข้าใจกันดีแล้ว กลับมานึกสงสัยต่อ ว่าอะไรบ้างหนอที่ทำให้คนคุยกันแล้วไม่ค่อยเข้าใจกัน ขอถือคำถามนี้เป็นประเด็นเขียน "พินิจการเมือง" สำหรับบทความเดือนนี้ หวังว่ากองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์จะเข้าใจข้าพเจ้า

ท่านแต่ก่อนสอนว่าคนมีปกติเสมอกันถึงจะอยู่กันได้ ข้าพเจ้าลองนำ คำสอนนี้มาคิดต่อ เลยเห็นทางจะตอบข้อสงสัยของตัวเองเกี่ยวกับเหตุที่ทำให้คนเราคุยกันไม่รู้เรื่องว่าเป็นไปได้หลายเหตุเหมือนกัน ทำให้ได้ข้อควรระวังขึ้นมาว่าการสื่อสารกับใครๆ ไม่ว่าในทางส่วนบุคคล หรือในพื้นที่สาธารณะนั้นจะอนุมานล่วงหน้าไม่ได้ว่าคนฟังจะเข้าใจความหมายความตั้งใจของเราอย่างที่เราอยากให้เข้าใจเสมอ

ปกติเสมอกันประการแรกที่คนพูดคนฟังควรมีระดับที่ใกล้เคียงกันจึงจะพูดแล้วเข้าใจกันง่ายคือ การใช้เหตุผลและการรับฟังเหตุผลในความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งเป็นของต้องฝึกฝน จึงจะมีมากขึ้นเป็นลำดับได้ แม้ว่าใครจะบอกว่าความสามารถในการคิดใช้เหตุผลอยู่ในธรรมชาติหรือเป็นธรรมชาติของมนุษย์ก็ตาม ถึงอยากจะเชื่อหลักมนุษยนิยมข้อนี้ ก็อย่าเผลอสรุปไปว่าคนเราจะมีเหตุผลติดตัวมาแต่เกิดเท่ากันเสมอกันทุกคนเป็นอันขาด ไม่ใช่เพราะธรรมชาติ แต่เป็นเพราะการอบรมฝึกฝนของแต่ละคน และเงื่อนไขประสบการณ์และสถานการณ์ที่เขาพบในชีวิต ที่ทำให้แต่ละคนมีปกติในเรื่องนี้แตกต่างกันได้มาก

เมื่อเป็นของต้องฝึกฝน ในสำนักเรียนสมัยใหม่จึงบรรจุวิชาพื้นฐานสำคัญมากวิชาหนึ่งจัดสอนให้แก่เยาวชนเพื่อให้ออกไปพร้อมทักษะสำหรับพลเมือง คือการสอนให้รู้จักการใช้ตรรกะเหตุผลว่าแบบไหนใช้ได้ แบบไหนใช้แล้วฟังไม่ได้ฟังไม่ขึ้น รวมทั้งการอบรมให้รู้จักกับเงื่อนไขที่จะช่วยสร้างและรักษาบรรยากาศอันเหมาะสมสำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผล เพื่อยกระดับการมีปกติเสมอกันของการใช้เหตุผลในสังคมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

แต่ถ้าเกิดต้องไปอยู่ท่ามกลาง หมู่ชนหรือเจอกับคนที่มีปกติของการใช้และฟังเหตุผลในระดับที่ไม่เสมอกันแล้วจะทำอย่างไร ว่าไปแล้วไม่มี คำตอบสูตรสำเร็จสำหรับคำถามกลางๆ ปราศจากบริบทแบบนี้ เพราะต้องรู้บริบทจึงจะพิจารณาต่อไปได้ว่าเราหรือใครจะทำอะไรได้แค่ไหน หรือพึงจะทำอะไรในข้อจำกัดที่มีอยู่นั้น หรือจะยอมหรือควรต้องออกแรงแค่ไหนในการหาทางเปลี่ยนข้อจำกัดที่มีอยู่ตัวสถานการณ์และในการสื่อสารที่กำลังเผชิญ

ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาจึงถูกหลายฝ่ายประณามมากเมื่อเขา "ออกแรง" เพียงแค่นั้นในสถานการณ์ที่ Charlottesville

ถึงแม้จะไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่ที่ข้าพเจ้ายกถามขึ้นมา ก็เพื่อจะบอกว่า สิ่งที่คนแต่ก่อนส่งมอบต่อมาให้เราอย่างสุภาษิตคำพังเพย มิได้เป็นเพียงคำแนะนำดาดๆ แต่มีแง่คิดที่ตกผลึกมาจากสถานการณ์ที่มนุษย์ไม่ว่ายากดีมีจนล้วนเคยผ่านพบมา เราจึงพบว่ามันมักเลื่อนขึ้นมาเสนอคำตอบให้ ที่ทำให้เราไม่ต้องคิดมาก ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร อย่างไร ในสถานการณ์ที่ผ่านพบ การคิดการพูดการทำของเราต่อสถานการณ์ต่างๆ บางทีจึงเป็นไปไม่ใช่เพราะการใช้เหตุผลอะไรมากมายนัก แต่เป็นการทำตามวิถีของวิธีคิดที่สั่งสมมาในสังคมชุมชนนั้นเอง การไปตั้งคิดหาเหตุผลกับสิ่งที่ยึดถือกันมาอาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันขึ้นมาได้

ปกติเสมอกันประการต่อมาคือ ทัศนะและความเข้าใจในระดับเดียวกันระหว่างคนพูดกับคนฟัง ข้อนี้ก็เป็นผลของวัฒนธรรมและการเรียนรู้เหมือนกัน ยิ่งวัฒนธรรม การเรียนรู้ และความรู้แตกออกเป็นกลุ่มเป็นส่วนหรือเป็นสาขาย่อยลงไปเพียงใด การจะพูดกันให้เข้าใจได้เสมอกันระหว่างคนพูดคนฟังจึงยากเหมือนกันว่าต้องพูดแค่ไหน พูดอย่างไร จึงจะเหมาะ จะพอ หรือจึงเข้าใจถึงความหมายหรือนัยแฝงที่อยู่ในการพูดและวิธีพูดนั้นได้

เหมือนบางคนที่มีปกติการพูดเป็นแบบที่เรียกกันว่า Irony ของคนอังกฤษ คือพูดอะไรแล้วสามารถทำให้ผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อันใดในนัยแฝง ก็เข้าใจความได้ตลอด แต่เข้าใจเพียงระดับหนึ่ง ไม่เห็นความขันของนัยเสียดเย้ยร้ายกาจที่ไม่รู้ว่ามาดีหรือร้าย ที่แฝงอยู่ในถ้อยคำที่ใช้แต่น้อยแบบ Understatement ต้องคนวงในกลุ่มเดียวกัน หรือที่รู้เฉลียวมากพอ จึงอาจจะพลิกเห็นนัยที่แฝงมานั้นได้

เมื่อรู้ความนัยนั้นแล้วจะนึกขันหรือจะปวดแสบปวดร้อนไปกับการเยาะหยันแบบนี้ ซึ่งคนพูดอาจบอกว่าเราเข้าใจผิด และปฏิเสธว่ามิได้ตั้งใจหมายความให้กระทบกระเทือนใจแบบนั้นเลย หรือจะให้เธอคิดว่าเราเป็นไอ้งั่งที่ฟังความนัยของเธอ ไม่ออก และปล่อยให้เธอเอ็นดูในความไม่รู้ประสีประสาของเราต่อไป ก็เป็นไปได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ข้าพเจ้าจึงระมัดระวังเสมอยามต้องพูดจากับคนที่มีปกติเป็นแบบนี้

ดังที่ข้าพเจ้าพบมาล่าสุด หลังตอบคำถามต่างๆ ให้เธอเรียบร้อย เธอแสดงความห่วงใยสถานการณ์ แล้วถามข้าพเจ้าว่าใครจะเป็นอองซานซูจีของคุณ

ปกติเสมอกันประการสุดท้ายคือเข้าใจความหมายตรงกันในคำเดียวกันที่ใช้ เรื่องนี้เป็นมากในทางวิชาการ เพราะคำเดียวกันต่างสำนักต่างทฤษฎีบางทีนำคำเดียวกันมาใช้ไปใน ความหมายคนละทาง และบางทีถึงกับเป็นตรงข้ามก็มี ใครที่รู้จัก Hegemony จากงานของ Antonio Gramsci ก็จะเข้าใจความหมายคำนี้แบบหนึ่ง ใครที่รู้จัก Hegemony จากงานของ Robert Dahl ก็จะเข้าใจอีกแบบ

ว่าแต่ท่านเถิด อยากพบกับ Hegemony แบบไหน? n

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล