
รับมือเศรษฐกิจ 'ช็อก' จากสังคมสูงอายุ
พรสวรรค์ นันทะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุในไม่ช้านี้ ไม่เพียงปัญหาปากท้องความเป็นอยู่ของผู้สูงวัยเท่านั้น สิ่งที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า "ระบบเศรษฐกิจไทย" สามารถที่จะรองรับสังคมสูงวัยได้แค่ไหน
พรสวรรค์ นันทะ
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุในไม่ช้านี้ ไม่เพียงปัญหาปากท้องความเป็นอยู่ของผู้สูงวัยเท่านั้น สิ่งที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า "ระบบเศรษฐกิจไทย" สามารถที่จะรองรับสังคมสูงวัยได้แค่ไหน
ในมุมมอง สันติธาร เสถียรไทย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ภูมิภาคเอเชีย บริษัท เครดิตสวิส สะท้อนถึงปัญหาของเศรษฐกิจไทยว่าเป็นวัฏจักรวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ 4 ด้านสำคัญ คือ 1) การเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เติบโตได้ แต่มักติดอยู่ที่ระดับ 3% ไม่โตไปมากกว่านี้ เพราะการลงทุนภาครัฐที่เป็นตัวขับเคลื่อนยังเบิกจ่ายได้น้อย หลายโครงการยังเดินไม่ได้ ตามแผน อย่างการเบิกจ่ายงบประมาณที่เคยขยายตัวถึง 9% แต่กลับมาติดลบที่ 7%
2) ค่าเงินบาทที่แข็งค่า เป็นผลจากภาพเศรษฐกิจที่ดี นักลงทุนต่างชาติมองว่าไทยมีเสถียรภาพ ดุลบัญชีเดินสะพัดก็สูง ปีที่แล้วเกินประมาณ 12% ของจีดีพีจากการนำเข้าน้ำมันราคาต่ำลง แต่การเข้าสู่สังคมสูงอายุที่สปีดเร็วขึ้น คือยังไม่แก่มากแต่มีการเตรียมตัวแก่ เพราะถ้าไม่มีลูกมาเลี้ยงก็ต้องเก็บเงินออมไว้ใช้ในอนาคตเอง ทำให้อัตราการออมสูงขึ้น แต่อัตราการลงทุนจะน้อยลง เพราะธุรกิจอาจมองว่าลงทุนไปประชากรไม่โต ตลาดไม่ใหญ่ ทำให้อาจจะเลือกไปลงทุนในอาเซียนหรือในจีนแทน จึงเริ่มส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดสูงด้วย แม้ในปีที่ผ่านมาจะเกินดุลสูง 12% ของจีดีพีจากการนำเข้าน้ำมันถูกลง แต่ก็เริ่มสูงจากการออมสูงขึ้นด้วยบ้างแล้ว จึงหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น คาดว่าอีก 12 เดือนข้างหน้าเงินบาทจะแข็งค่าที่ระดับ 32.50 บาท
3) อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ซึ่งผู้ฝากเงินรู้สึกว่าผลตอบแทนต่ำมาก แต่ผู้ทำนโยบายจะบอกว่าดอกเบี้ยต่ำมากแล้ว แต่กลับกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล การลงทุนก็ยังไม่เกิดมากนัก และ 4) ฐานะการคลังของประเทศ ดีมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่กลับดูเหมือนว่ารัฐบาลกลับอยากเก็บภาษีหรือหารายได้เพิ่ม ทำตัวเหมือนมีเงิน แต่กลับบอกว่าไม่มีเงิน
ทั้งที่คนมองจากต่างประเทศมาก็ดูว่าประเทศเรามีเงิน ส่วนหนึ่งที่รัฐบาลต้องเก็บภาษีหรือหารายได้เพิ่ม เพราะถึงปัจจุบันจะเพียงพอ แต่ในอนาคตค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสวัสดิการในสังคมสูงอายุจำนวนมากประมาณ 8% ของ จีดีพี เรียกว่าเพิ่มขึ้น 2 เท่า หรือประมาณ 16-20% เป็นสาเหตุให้รัฐบาลพยายามหาแหล่งรายได้ภาษีด้านต่างๆ เพิ่ม เนื่องจากรัฐบาลต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเตรียมรับสังคมสูงอายุอีกมาก อนาคตรัฐบาลจึงจำเป็นต้องกู้อีกมาก เพียงแต่การกู้จะไฟแนนซ์เองโดยตรง หรือไฟแนนซ์ผ่านกองทุนต่างๆ มากขึ้น หรือร่วมลงทุนกับภาคเอกชนมากขึ้น เช่น ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ทำให้รัฐบาลน่าจะเริ่มจัดทำกองทุนเพื่อสวัสดิการต่างๆ มากขึ้นเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุเพิ่มด้วย
"ปัญหา 4 ด้าน เปรียบเหมือนน้ำ 4 บ่อ อาจจะเกิดจากปัจจัยอื่นบ้างก็จริง แต่ส่วนหนึ่งมันถูกเติมหรือสะสมมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย" สันติธาร กล่าว
สันติธาร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย โตได้ไม่เกิน 3% ส่วนหนึ่งเพราะมีการลงทุนไม่สูง และต่อไปถ้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากเพียงพอก็จะช่วยลดดุลบัญชีเดินสะพัดได้ ซึ่งจะช่วยดูแลค่าเงิน บาแข็งได้ระดับหนึ่ง แต่ที่ผ่านมามันยังมีไม่พอ เลยไม่ได้มีผล หรือการนำเงินไปลงทุนข้างนอกก็ช่วยได้เช่นกัน แต่ถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายการออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นแล้ว แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่ง่ายนัก ยังมีเงื่อนไขอีกพอสมควร
สำหรับแนวทางที่ควรดำเนินการแก้ไขเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเผชิญกับช็อก และดูแลให้เศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวต่อไปได้ คือ 1) การสนับสนุนการปรับตัวและประกอบอาชีพใหม่ของแรงงาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพเหมือนในต่างประเทศ อย่างสิงคโปร์และมาเลเซียมีการจัดทำแล้ว โดยการแยกเทรนด์ตามทักษะแรงงานให้ชัดเจน เรียกว่าโครงการ "สกิลฟิวเจอร์" ที่ฝึกฝน ทางออนไลน์ได้ เพราะสกิลเดิมอาจจะถูกกระทบด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนไป จึงควรฝึกสกิลใหม่ให้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะคนที่อายุเกิน 60 ปี จะได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลเพื่อไปเรียนเพื่อปรับสกิลใหม่ให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปช่วยให้คนที่ตกยุคตกชานชาลาให้สามารถกลับขึ้นมาได้
สำหรับไทยอาจจะติดปัญหาด้านการศึกษา เพราะข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติกลับพบว่าคนที่เกษียณอายุแล้วของไทย 80% มีการศึกษาไม่ถึงระดับมัธยม ทำให้การปรับตัวอาจจะช้าบ้าง แต่ถ้ามีการศึกษาดีก็จะสามารถจะฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยนอาชีพให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้แม้อายุจะมากขึ้น เป็นการเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพจากการเป็นสังคมสูงอายุได้อีกทาง
ทางแก้ที่ 2) คือการจัดระเบียบการใช้แรงงานต่างด้าว ให้เข้ามาชดเชยในภาคส่วนที่ขาดแคลนแรงงาน โดยไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนแรงงานต่างด้าว และปรับกฎเกณฑ์ให้ เหมาะสมได้ เนื่องจากสัดส่วนการใช้แรงงานต่างด้าวยังต่ำอยู่ที่ 11-12% และ 3) การเพิ่มสวัสดิการให้ผู้หญิงเพื่อเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ เช่น ให้วันหยุดในการเลี้ยงลูก ฯลฯ หลายประเทศทำแล้วอาจไม่ได้ผล แต่อาจจะได้ผลในไทยก็เป็นได้ เป็นต้น







