
ส่งสัญญาณดันกฟผ.ผุดโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่2
วรรณรัตน์ ส่งสัญญาณดันกฟผ.ผุดโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่2 รองรับโรงไฟฟ้าเอกชนเลื่อนเข้าระบบ หวังรักษาสำรองไฟฟ้าไม่ให้ต่ำกว่า 10%
วรรณรัตน์ ส่งสัญญาณดันกฟผ.ผุดโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่2 รองรับโรงไฟฟ้าเอกชนเลื่อนเข้าระบบ หวังรักษาสำรองไฟฟ้าไม่ให้ต่ำกว่า 10%
น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่1 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่2 กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ ต่อจากโรงไฟฟ้าชุดที่1 ที่เริ่มเดินเครื่องกำลังการผลิตแล้ว เพื่อรองรับความล่าช้าของโรงไฟฟ้าเอกชน(ไอพีพี)อย่างน้อย 2 ราย ต้องเลื่อนเข้าระบบไปอีก 1-2 ปี และ ป้องกันไม่ให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าต่ำกว่าระดับ 10%จนส่งผลกระทบต่อปัญหาการใช้ไฟฟ้า
สำหรับโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่1ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ จากแหล่งพม่า ในอัตรา 125 ล้านลูกบาศก์ฟุต(ลบ.ฟ.)/วัน มีกำลังการผลิตรวม 704 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 1.73 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการสร้างทดแทนกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือเดิมที่หมดอายุการใช้งานลง โดยจุดเด่นของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ดำเนินการก่อสร้างสายส่งแบบลงใต้ดินจากโรงไฟฟ้าไปยังสถานีควบคุม
ด้านนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.มีความเป็นห่วงปริมาณสำรองไฟฟ้าในช่วงปี 2557 จะต่ำกว่า 10 % เนื่องจากไอพีพี 2 แห่ง จะทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าหายไปประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ต้องเลื่อนเข้าระบบเพราะมีปัญหาต้องย้ายสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้า โดยเบื้องต้นได้ปรับแผนการยืดอายุโรงไฟฟ้าเก่าออกไปแล้วเพื่อทดแทนกำลังการผลิตไฟฟ้าที่คาดว่าจะหายไป แต่ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือขึ้นมาได้ ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาสำรองไฟฟ้าต่ำได้
“หากกระทรวงพลังงานเห็นด้วยกับแผนสร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 2 จะเป็นผลดีต่อแผนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ สามารถรองรับปัญหาสำรองไฟฟ้ ที่คาดว่าในปี 2557 จะอยู่ที่ 9%ถือเป็นปริมาณที่ต่ำและทำให้เกิดความเสี่ยงด้านพลังงาน ในขณะที่สำรองไฟฟ้ามาตรฐานจะอยู่ที่ 15% ของกำลังการผลิตรวม แต่ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้ จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเข้ามา 800 เมกะวัตต์ ในปี 2558 โดย ใช้เงินลงทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของภาครัฐจะอนุมัติในหลักการหรือไม่ ”นายสุทัศน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการใช้ไฟฟ้าในปี 2553 มีอัตราการขยายตัวที่สูงขึ้นมาก ตามภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉลี่ยทั้งปีไม่น่าจะต่ำกว่า 10 % แม้ตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศจะอยู่ที่ 6% ก็ตาม ขณะเดียวกันทำให้เกิดความเป็นห่วงว่าหากเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องทุกๆปี ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะสอดคล้องกับกำลังการผลิตไฟฟ้าหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องมีแผนรองรับหาโรงไฟฟ้าแห่งใหม่เข้ามาเสริมให้ได้ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี)







