‘Digio’ ระบบชำระเงินครบวงจร
เรื่อง | วราภรณ์ เทียนเงิน"Digio" บริษัทไทยที่พัฒนาและให้บริการระบบชำระเงินแบบครบวงจร รวมถึงสร้างระบบการรับชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ถือเป็น "สตาร์ทอัพฟินเทค" รายแรกๆ ของประเทศไทย ซึ่งในขณะนี้บริษัทมีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายการเติบโตในต่างประเทศ
เรื่อง | วราภรณ์ เทียนเงิน
"Digio" บริษัทไทยที่พัฒนาและให้บริการระบบชำระเงินแบบครบวงจร รวมถึงสร้างระบบการรับชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ถือเป็น "สตาร์ทอัพฟินเทค" รายแรกๆ ของประเทศไทย ซึ่งในขณะนี้บริษัทมีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายการเติบโตในต่างประเทศ
"นพพร ด่านชัยนาม" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิโอ (ประเทศไทย) (Digio) เปิดเผยว่า การสร้างดิจิโอ โดยให้บริการทั้งการพัฒนาและให้บริการระบบชำระเงินแบบครบวงจร แก่กลุ่มลูกค้าสถาบันการเงิน หรือเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ต้องการมีระบบชำระเงินของตนเอง รวมถึงการให้บริการระบบการรับชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่เรียกว่า Mobile Point of Sale (mPOS) ให้แก่ภาคสถาบันการเงิน ซึ่งบริษัทได้พัฒนาเป็นรายแรกในภูมิภาคเอเชีย
"แนวคิดสร้างบริษัทมาจากตนเองอยากสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ ทำให้ลูกค้าสามารถได้ใช้งานมากที่สุด เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อทุกคนและผู้ประกอบธุรกิจจำนวนมากในประเทศไทย" นพพร กล่าว
โดยช่วงที่เริ่มต้นสร้างบริษัทในปี 2555 ในประเทศไทยยังไม่รู้จักกับคำว่า ฟินเทค ประกอบกับในตลาด การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะต้องใช้งานผ่านเครื่องอีดีซี ที่มีราคาแพงและไม่สะดวกกับผู้ใช้งาน ประกอบกับตนเองมีความเชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ จึงเกิดเป็นไอเดียหลังจากนั้นจึงได้เริ่มพูดคุยและหารือกับสถาบันการเงินในการพัฒนา ซึ่งใช้เวลาประมาณมากกว่า 1 เดือน และพัฒนาจนสำเร็จ แต่สิ่งที่ยากสุดคือ การใช้เวลาทำให้สถาบันการเงินมีความเข้าใจและเชื่อมั่นที่ใช้ระยะเวลาร่วม 2 ปี ภายใต้การมีทีมงานร่วมพัฒนาจำนวน 3-4 คน
"การได้เริ่มต้นลงมือทำมีทั้งช่วงที่ได้หยุดแก้ไขและพัฒนาต่อ แม้ในช่วงแรกลูกค้าอาจจะไม่รู้จัก แต่เราเชื่อมั่นว่ามีโอกาสและเราทำได้ ทุกอย่างอยู่ที่จังหวะและเวลา" นพพร กล่าว
ขณะเดียวกัน การพัฒนาดิจิโอ รุ่นใหม่ล่าสุด ถือเป็นรุ่นที่ 4 จะมีการเปิดตัวในช่วงปลายปี 2560 โดยเป็นเครื่องรุ่น Lighthouse สามารถใช้งานรูดบัตรเครดิตได้ โดยไม่ต้องใช้ร่วมกับโทรศัพท์มือถือจากรุ่นก่อนหน้านี้ จะเป็นเครื่องที่ต้องใช้ร่วมกับโทรศัพท์มือถือและต้องเปิดบลูทูธ จึงส่งผลให้ลูกค้ามีความสะดวกอย่างมากและสามารถพกพาไปใช้งานได้ในทุกที่
อีกทั้งรุ่นใหม่นี้ยังสามารถประยุกต์นำใช้งานได้ในสถานที่ต่างๆ ทั้งในรถบัส รถโดยสารประจำทาง หรือในรถไฟฟ้า รวมถึงสามารถใช้กับภาคธุรกิจ และ ร้านค้าต่างๆ ได้ทั้งหมด
"ตลอดระยะเวลาที่ได้จัดตั้งบริษัท เราได้ทำในสิ่งที่รักและชอบ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อคนอื่น เราไม่ได้คิดในมุมมองว่าจะขายอะไร แต่เราคิดอยากจะช่วยคนได้อย่างไร โดยการมีเครื่องนี้ทำให้ธนาคารพาณิชย์ได้ประโยชน์ ลดต้นทุนทางธุรกิจ เจ้าของธุรกิจมีเครื่องมือที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโต จึงส่งผลให้เกิดการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ ลดต้นทุน และช่วยเพิ่มกระแสเงินสดในองค์กร" นพพร กล่าว
ทั้งนี้ จากการเริ่มต้นสร้างทีมงานในช่วงแรก 3-4 คน จนถึงปัจจุบันมีทีมงานรวม 120 คน โดยการบริหารทีมงาน ทุกคนก็เปรียบเสมือนพี่น้องกัน พร้อมผลักดันการสร้างบุคลากรจากภายใน โดยพร้อมส่งเสริมให้คนที่ทำงานในบริษัทมานานก้าวสู่การเติบโตในองค์กร เพราะผมเองก็เริ่มต้นจากการทำงานในบริษัทมาก่อน จึงมีความเข้าใจในเรื่องนี้
สำหรับลูกค้าของบริษัทจะเป็นกลุ่มลูกค้าสถาบันการเงินเป็นหลักจำนวน 9 แห่ง โดยมีลูกค้ารายแรกเป็นธนาคารกสิกรไทย โดยปัจจุบันกลุ่มลูกค้าสถาบันการเงินทั้งหมดมีเครื่องที่ใช้งานในประเทศรวมมากกว่า 1 แสนเครื่อง มีลูกค้าบริษัทที่ใช้งานจำนวน 6-7 หมื่นราย ซึ่งลูกค้าที่ใช้บริการต่างตอบรับที่ดีต่อเนื่อง กลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นในทุกปี และบริษัทก็ไม่ได้มีการหยุดนิ่ง พร้อมมุ่งพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่
"บริษัทไม่ได้เป็นเพียง การนำเสนอช่องทางชำระเงินให้แก่ลูกค้าผ่านโทรศัพท์มือถือ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างระบบที่มีความปลอดภัยให้แก่ทุกคน เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก บริษัทอาจเปรียบเทียบได้ว่า ได้เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาในเรื่องความปลอดภัยให้แก่ลูกค้า หรือซีเคียวริตี้" นพพร กล่าว
พร้อมกันนี้ได้วางเป้าหมายจะขยายตลาดไปในประเทศเพื่อนบ้าน และในภูมิภาคเอเชียถือว่าตลาดกำลังเติบโต โดยการไปในต่างประเทศจะร่วมมือกับพันธมิตรในแต่ละประเทศ ซึ่งในอนาคต หรือภายใน 5 ปีข้างหน้า ก็มีแผนสนใจเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อผลักดันให้บริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
อีกทั้งล่าสุด บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ โดยโครงการอินเวนต์ (InVent) ได้ร่วมลงทุนกับบริษัท ดิจิโอ (ประเทศไทย) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการผลักดันธุรกิจเติบโต การขยายเข้าตลาดหุ้น รวมถึงการไปตลาดต่างประเทศ ทำให้มีกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นในระยะยาว
พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้รับรางวัล Prime Minister Award : National Startup 2017 โดยเป็นรางวัลที่มอบให้แก่สตาร์ทอัพของไทยที่มีผลงานโดดเด่นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จัดขึ้นในงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2017 ช่วงที่ผ่านมา โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
"นพพร" กล่าวถึง ตลาดฟินเทคในไทยว่ามีโอกาสและศักยภาพเติบโตอย่างมาก รวมถึงมีการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งด้านนวัตกรรมและบริการ ขณะเดียวกันจากข้อมูลการใช้งานบัตรเครดิตในประเทศไทยมีผู้ใช้งานผ่านระบบดังกล่าวสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมา ขยายตัว 4-5% ต่อปี แต่การเติบโตของตลาดไม่ใช้เรื่องที่สำคัญมากเสมอไป ดังนั้น อยากแนะนำคนที่กำลังเริ่มทำสตาร์ทอัพ หรือสนใจเรื่องฟินเทค สิ่งที่จะทำให้การทำธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืนนั้น ควรมีองค์ประกอบในเรื่องการมุ่งสร้างสิ่งที่มีประโยชน์และมีคุณค่าต่อสังคม พร้อมเลือกทำในสิ่งที่เราชื่นชอบ
"การเริ่มทำต้องโฟกัสในธุรกิจให้มีความชัดเจน ว่าจะทำในเรื่องอะไรและมุ่งทำสิ่งนั้นทำธุรกิจให้อยู่รอด รวมถึงไม่ควรทำทุกอย่าง แต่เลือกทำในบางเรื่องให้ชัดเจน ผมเริ่มทำดิจิโอสามารถสร้างรายได้ตั้งแต่ในช่วงปีแรก ซึ่งการลงทุนสร้างบริษัทเริ่มต้นจากเงินทุน 2 ล้านบาท" นพพร กล่าว
"นพพร" กล่าวต่อว่า การได้สร้างบริษัทเอง ทำให้เราได้เรียนรู้ลองผิดลองถูกมาตลอด มีผ่านทุกช่วงเวลา ปัญหาและอุปสรรค แต่เรามีเป้าหมายพร้อมผลักดันให้ดิจิโอมีการเติบโตต่อเนื่อง มุ่งสร้างสรรค์ทั้งเทคโนโลยีและบริการสิ่งที่ดีแก่ลูกค้าทุกคนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้งาน สร้างระบบที่เป็นมาตรฐานและมีความปลอดภัย เพื่อร่วมสร้างบริการระบบชำระเงินที่ดีแก่ลูกค้าทุกคน n


