
เอดีบีหนุนไทยลงทุน ดันจีดีพีโต 4.2%
พรสวรรค์ นันทะรายงาน "ความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคเอเชีย" ซึ่งครอบคลุมการพัฒนา 45 ประเทศ ระบุว่า จากการศึกษาเฉพาะประเทศไทยในด้านการลงทุนพื้นฐานสำคัญ 4 ด้าน คือ การคมนาคมขนส่ง พลังงาน การสื่อสาร (เทเลคอม) และน้ำ เพื่อการขยายตัวในอนาคตในช่วงปี 2559-2573 ซึ่งหากไทยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีกปีละ 2.66 แสนล้านบาท สามารถที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจโต 4.2%
พรสวรรค์ นันทะ
รายงาน "ความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคเอเชีย" ซึ่งครอบคลุมการพัฒนา 45 ประเทศ ระบุว่า จากการศึกษาเฉพาะประเทศไทยในด้านการลงทุนพื้นฐานสำคัญ 4 ด้าน คือ การคมนาคมขนส่ง พลังงาน การสื่อสาร (เทเลคอม) และน้ำ เพื่อการขยายตัวในอนาคตในช่วงปี 2559-2573 ซึ่งหากไทยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีกปีละ 2.66 แสนล้านบาท สามารถที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจโต 4.2%
รานา ฮันซัน ผู้อำนวยการพัฒนาเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจ สำนักวิจัยเศรษฐกิจและความร่วมมือภูมิภาค ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยว่า ไทยยังมีช่องว่างในการลงทุน หรือขาดการลงทุนอีกเฉลี่ยปีละ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.66 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 1.8% (หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันที่ประมาณ 33.25 บาท/ดอลลาร์) หากต้องการมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เฉลี่ยปีละ 4.2% เพื่อยกระดับประเทศสร้างรายได้ และแก้ปัญหาความยากจน
ทั้งนี้ การศึกษาของเอดีบีพบว่าประเทศไทยควรมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นการลงทุนซึ่งไม่กระทบสิ่งแวดล้อมไม่เพิ่มปัญหาโลกร้อน และสามารถรองรับภูมิอากาศจากความร้อน ฝน น้ำท่วม แผ่นดินไหวได้ ต้องมีการลงทุนปีละประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 4.65 แสนล้านบาท/ปี หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3.2% ของจีดีพี แต่หากดูข้อมูลการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในปี 2559 ที่ผ่านมา ไทยมีการลงทุนคิดเป็นมูลค่าเพียง 6,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งยังขาดการลงทุนตามการประเมินนี้อีกประมาณ 2.66 แสนล้านบาท/ปี
อย่างไรก็ดี เอดีบีมองว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยโดยมุ่งไปในการด้านการขนส่งสูงสุด รองลงมาเป็นการลงทุนด้านพลังงาน การสื่อสาร และน้ำ ซึ่งหลักๆ เป็นการลงทุนของภาครัฐบาล การเข้ามาร่วมจากภาคเอกชนยังไม่มากนัก แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีที่ไทยเปิดมีให้การร่วมลงทุนของภาคเอกชน หรือพีพีพี
ฮิเดอากิ อิวาซากิ ผู้อำนวยการ สำนักผู้แทนเอดีบีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานของไทยมีการฟันดิ้งเงินจากเอดีบีไม่มากนัก มีเพียงโครงการสร้างทางหลวงพิษณุโลก-หล่มสัก ประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,300 ล้านบาทเท่านั้น แต่ก็มีการหารือโครงการนำร่อง อื่นๆ บ้าง ส่วนการประเมินจีดีพีไทยปีนี้ยังคาดว่าจะโตที่ 3.5% และปีหน้าโตที่ 3.6% ซึ่งจะมีการทบทวนประมาณการอีกครั้งในสิ้นเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งมีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้จากการส่งออกที่ดี และการเติบโตที่สูงถึง 3.7% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เอดีบียังทำการประเมินครั้งนี้มองการลงทุนในช่วงปี 2559-2573 ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกว่า น่าจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีมูลค่ารวม 22.55 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.1% ของจีดีพีรวมของภูมิภาค กรณีลงทุนปกติ ไม่รวมการลงทุนเพื่อป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมีการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานกรณีสูงสุดที่เผื่อการป้องกันผล กระทบจากสิ่งแวดล้อมด้วย น่าจะมีมูลค่าประมาณ 2.62 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.9% ของจีดีพี
เอดีบี ระบุในรายงาน "Asian Development Outlook 2017" ว่า เอดีบีคงประมาณการ การขยายตัวของจีดีพีไทยในปีนี้ไว้ที่ระดับ 3.5% และปีหน้าที่ 3.6% แต่ลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ลงจาก 1.8% เป็น 1.2% และลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อในปีหน้าลงจาก 2% เป็น 1.6%
ส่วนเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย เอดีบีได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียขึ้นสู่ระดับ 5.9% จากระดับ 5.7% และได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2561 ขึ้นสู่ระดับ 5.8% จากระดับ 5.7% ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ด้านการส่งออกที่แข็งแกร่งเกินคาดในไตรมาสแรกปีนี้
รวมทั้งลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อลงจาก 3% เป็น 2.6% แม้การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มดีขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่การฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้อัตราเงินเฟ้อชะลอลง โดยเอดีบีได้เพิ่มประมาณการการขยายตัวของจีดีพีจีนในปี 2017 จาก 6.5% เป็น 6.7% และลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อลงจาก 2.4% เป็น 2%







