
แก้ปัญหาบุกรุกที่ป่าสาธารณประโยชน์
กรมที่ดินการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นนายทุนหรือประชาชนโดยทั่วไปเข้าไปยึดครอบครองไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ดีถือว่าผิดกฎหมาย ที่ผ่านมามีคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้บุกรุกมาโดยตลอด ซึ่งกรมที่ดินได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อมีการร้องเรียน
กรมที่ดิน
การบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นนายทุนหรือประชาชนโดยทั่วไปเข้าไปยึดครอบครองไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ดีถือว่าผิดกฎหมาย ที่ผ่านมามีคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้บุกรุกมาโดยตลอด ซึ่งกรมที่ดินได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อมีการร้องเรียน
ล่าสุดกรณีชาวบ้าน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เรียกร้องให้กรมที่ดินเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีกลุ่มนายทุนทั้งในและนอกพื้นที่ รวมถึง ชาวบ้านเข้าไปบุกรุกครอบครองที่ป่าสาธารณ ประโยชน์ "โคกตาเซียม" ซึ่งเป็นป่าสาธารณะ ผืนสุดท้ายของ ต.หนองเต็ง มีเนื้อที่กว่า 1,800 ไร่ ถูกนายทุนบุกรุกครอบครองและ ออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ทับที่สาธารณ ประโยชน์ดังกล่าวจำนวน 7 ราย และที่ผ่านมา ชาวบ้านเคยร้องเรียนไปยังหน่วยงานของรัฐ ตั้งแต่ปี 2552 แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กับกลุ่มผู้บุกรุก ซึ่งจากการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงในขั้นต้นสรุปได้ว่า
กรณีมีผู้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมว่า มีผู้บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ "โคกตาเซียม" กรมที่ดินได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่า อ.กระสัง แจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุกจำนวน 2 ราย
ทั้งนี้ ผู้บุกรุกกับพวกรวม 10 คน ยื่นฟ้อง คดีต่อศาลปกครองนครราชสีมาให้เพิกถอน น.ส.ล. เลขที่ บร 3160 แปลง "โคกตาเซียม" หมู่ที่ 2, 5, 11, 13 ต.หนองเต็ง อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ โดยอ้างว่าเป็นการออกโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลปกครองได้มีคำสั่งไม่รับ คำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความคดีถึงที่สุดแล้ว (คดีหมายเลขดำที่ 2/2554 หมายเลขแดงที่ 58/2554)
ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขากระสัง ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นแล้วปรากฏว่ามีการออก น.ส.3 ก. จำนวน 7 แปลง เป็นการออกโดยการเดินสำรวจโดย ไม่มีหลักฐาน เมื่อปี 2518 ซึ่งอยู่ในระวางคาบเกี่ยวกับที่สาธารณประโยชน์โคกตาเซียม ซึ่งที่สาธารณประโยชน์โคกตาเซียมได้ประกาศ เป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อปี 2474 ตามทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ ระบุใช้เป็นที่ทำเล เลี้ยงสัตว์ เนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ โดยได้มี การออก น.ส.ล. เลขที่ บร 3160 ออกให้ ณ วันที่ 19 ธ.ค. 2543 เนื้อที่ 1,838 ไร่เศษ
อย่างไรก็ดี เนื่องจากไม่มีการจัดทำแนวเขตอย่างชัดเจน อ.กระสัง และเทศบาลตำบลหนองเต็งผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ตามมาตรา 122 แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้ดำเนินการขอประมาณการ ค่าใช้จ่ายเพื่อยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่สาธารณประโยชน์แปลงดังกล่าวแล้วเมื่อปี 2558 ซึ่งกรมที่ดินได้แจ้งประมาณการค่าใช้จ่ายแล้ว โดยหากมีการยื่นคำขอกรมที่ดินจะได้เร่งรัดการดำเนินการโดยเร็ว
สำหรับ น.ส.3 ก. ทั้ง 7 แปลงทางผู้ตรวจราชการกรมที่ดินจะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการออกเอกสารสิทธิดังกล่าวทับที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ หากปรากฏว่ามีการออก น.ส.3 ก. ทับที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว กรมที่ดินจะได้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินต่อไป







