
เศรษฐกิจดีแน่หรือ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาดตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และยังคงดีต่อเนื่องในเดือนถัดมาจากหน่วยงานรัฐ โดยล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ สรุปตัวเลขครึ่งปีออกมาบวก ถึงขั้นปรับแนวโน้มคาดการณ์จีดีพีเพิ่มจากเดิม 3.3-3.8% เป็นปีนี้ 3.5-4% ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่รับรู้จริงในชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ที่ยังชักหน้าไม่ถึงหลัง ขณะภาคธุรกิจส่วนมากยอดขายหรือรายได้ยังต่ำกว่าเป้า
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาดตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และยังคงดีต่อเนื่องในเดือนถัดมาจากหน่วยงานรัฐ โดยล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ สรุปตัวเลขครึ่งปีออกมาบวก ถึงขั้นปรับแนวโน้มคาดการณ์จีดีพีเพิ่มจากเดิม 3.3-3.8% เป็นปีนี้ 3.5-4% ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่รับรู้จริงในชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ที่ยังชักหน้าไม่ถึงหลัง ขณะภาคธุรกิจส่วนมากยอดขายหรือรายได้ยังต่ำกว่าเป้า
เมื่อเป็นเช่นนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่หน่วยงานรัฐบอกว่าดี จึงเป็นคำถามคาใจให้หลายฝ่าย และแนวโน้มที่ดีขึ้นดังกล่าวถึงกับมั่นใจให้ปรับ คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจหรือจีดีพีเป็น 3.5-4% ได้จริงหรือ ซึ่งหากตัวเลขดังกล่าวสามารถสะท้อนเศรษฐกิจจริงได้ แล้วแบบนี้การเติบโตดังกล่าวไปเติบโตกระจุกตัวที่ไหน ภาครัฐควรจะต้องมีมาตรการมาทำให้การเติบโตดังกล่าวกระจายตัวไปอย่างไร หรือจะต้องปรับวิธีการวัดที่สะท้อนความจริงให้ได้มากกว่านี้ เพื่อจะได้นำตัวเลขดังกล่าวไปใช้ในการวางแผนการเติบโต การแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ ได้ตรงจุดมากขึ้นหรือไม่
จากตัวเลขของสภาพัฒน์ที่รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ซึ่งขยายตัวถึง 3.7% สูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส หรือกว่า 4 ปี โดยมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 3.2% การส่งออกที่โตมากถึง 8% ภาคเกษตรที่โตกว่า 18% ภาคโรงแรมภัตตาคารโต 7.5% การบริโภคเอกชนโต 3% แม้การลงทุนภาครัฐจะแย่ไปมากติดลบ 7%
ตัวเลขไตรมาส 2 ของสภาพัฒน์ที่ดีดังกล่าว มีการตั้งคำถามถึงตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนกันค่อนข้างมาก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยช่วงนี้การขับเคลื่อนจะมาจากการใช้จ่ายภาครัฐลงทุนโครงการขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์ ภาคบริการท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวจีนกลับมาดี และการส่งออกช่วงปลายไตรมาส 2 ที่ดีตามเศรษฐกิจโลก
ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงจับตาดูการบริโภคภายในประเทศ กับการลงทุนของเอกชน ซึ่งถ้า 2 ปัจจัยนี้ส่งสัญญาณดีก็จะเชื่อได้ว่าการเติบโตเศรษฐกิจของไทยจะขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ เพราะการบริโภคเป็นสัดส่วนถึงกว่า 30% ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรวม ส่วนการลงทุนภาคเอกชนหากเริ่มมีสัญญาณลงทุนจริงแสดงว่าการส่งออกหรือการบริโภคน่าจะดีได้ต่อเนื่องจนทำให้กำลังการผลิตวิ่งขึ้นถึงกว่า 70% ของกำลังผลิตรวม ทำให้เกิดการจ้างงานคนมีรายได้เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม สภาพเป็นจริงการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ดีชัดขนาด ที่สภาพัฒน์หวังว่าไตรมาส 2 ที่โต 3.2% จะทำให้การลงทุนเอกชนทั้งปีนี้ เพิ่มได้ 2.2% หลังจากปี 2559 การลงทุนภาคเอกชนขยับแค่เพียง 0.4% รวมทั้งการบริโภคในประเทศก็เป็นที่กังขาว่าจากไตรมาส 2 ที่โต 3% จะทำให้ทั้งปีโตได้ถึง 3.2% การบริโภคที่หวังจะมาจากไหน เมื่อหนี้ครัวเรือนยังสูงกว่า 80% ของจีดีพี สถาบันการเงินยังเข้มงวดปล่อยกู้เพราะกลัวหนี้เสีย
บนตัวเลขที่ออกมาดีกว่าคาดซึ่งสวนกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่ยังไม่รับรู้ได้ถึงแนวโน้มที่ดีดังกล่าว จึงอยากให้หน่วยงานรัฐปรับวิธีการวัดที่สะท้อนความจริง เพื่อจะได้นำข้อมูลที่ได้ไปใช้แก้ปัญหาได้อย่าง ตรงจุด ไม่เช่นนั้นภาครัฐอาจรู้สึกว่าเศรษฐกิจดีแล้วชาวบ้านไม่มีปัญหาปากท้องตามที่ผลสำรวจหรือโพลต่างๆ ชี้ว่าปัญหาแรกที่อยากให้รัฐบาลแก้ไขที่สุดยังเป็นเรื่องปัญหาปากท้องละก็ การแก้ปัญหาก็จะเกาไม่ถูก ที่คันอยู่ต่อไป n







