posttoday
อุ้มเอสเอ็มอี สู้ค่าเงินบาท

อุ้มเอสเอ็มอี สู้ค่าเงินบาท

21 สิงหาคม 2560

พรสวรรค์ นันทะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ภาครัฐมีการดูแลอุ้มชูภาคธุรกิจรายเล็กและเอสเอ็มอีเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สายป่านสั้นเจอกับภาวะยากลำบากจะกระทบมาก และจะกระทบก่อนธุรกิจรายใหญ่ที่แข็งแรงกว่าบวกกับเอสเอ็มอีที่ถือเป็นรากฐานและแรงขับเคลื่อนสำคัญอีกด้านของเศรษฐกิจประเทศไทย เพราะมีจำนวนผู้ประกอบการถึง 2.7 ล้านราย ซึ่งทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนไม่น้อย

พรสวรรค์ นันทะ

ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ภาครัฐมีการดูแลอุ้มชูภาคธุรกิจรายเล็กและเอสเอ็มอีเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สายป่านสั้นเจอกับภาวะยากลำบากจะกระทบมาก และจะกระทบก่อนธุรกิจรายใหญ่ที่แข็งแรงกว่าบวกกับเอสเอ็มอีที่ถือเป็นรากฐานและแรงขับเคลื่อนสำคัญอีกด้านของเศรษฐกิจประเทศไทย เพราะมีจำนวนผู้ประกอบการถึง 2.7 ล้านราย ซึ่งทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนไม่น้อย

ดังนั้น ในภาวะที่ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าไปมากกว่า 7% จากต้นปีถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่ากระทบกับรายได้ของเอสเอ็มอีที่อยู่ในภาคส่งออกไม่น้อย เห็นได้จากข้อมูลของสำนักงาน ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ณ เดือน พ.ค. 2560 ที่ระบุว่า เอสเอ็มอีในธุรกิจภาคส่งออกมีมูลค่าอยู่ที่ 1.66 แสนล้านบาท หดตัวจากระยะเดียวกันกับปีก่อนที่ 11% หลักๆ ก็เป็นผลมาจากค่าเงินบาทแข็งค่า

ทำให้นโยบายภาครัฐได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ครั้นจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้เงินบาทอ่อนค่าลงคงเป็นไปไม่ได้ เพราะจะเป็นการฝืนกระแสทำให้เงินบาทกลับทิศจากแข็งมาอ่อน และอาจต้องใช้งบประมาณมหาศาลไปสู้ค่าเงิน คงไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม เสี่ยงจะซ้ำรอยอดีตที่ ธปท.เคยพลาดพลั้งมาแล้ว

เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าเงิน จึงเกิดโครงการความร่วมมือระหว่าง ธปท. สสว. และธนาคารเพื่อการ ส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ขึ้น เพื่อให้เอสเอ็มอี มีเครื่องมือในการประกันความเสี่ยงค่าเงินบาทได้ง่ายขึ้น

โดยการช่วยหาผลิตภัณฑ์เพื่อมาช่วยให้ผู้ส่งออกรายย่อยสามารถใช้สิทธิในการเลือกราคาในระดับใดระดับหนึ่งไว้ล่วงหน้า หรือ ล็อกเรต (Lock Rate) หรือการทำออปชั่นมีข้อดี คือ ไม่กินวงเงินหรือไม่ต้องใช้หลักประกันเหมือนการทำฟอร์เวิร์ดเรต ที่ทำให้ เอสเอ็มอีเข้าถึงการซื้อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินได้ยาก ทำให้ผู้ส่งออกรายเล็กล็อกเรตค่าเงินบาทได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนที่ถูกลง เพราะ สสว.จะช่วยจ่ายค่าธรรมเนียมบางส่วนในการทำออปชั่น

มาตรการดังกล่าวเหมือนการช่วยกันครึ่งทาง เพราะอีกด้านผู้ประกอบการก็ต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญกับความจริงและมีการปรับตัวในการแข่งขันด้วย ตัวเอง ซึ่งมาตรการเหล่านี้เตรียมจะนำเอาเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติในเร็วๆ นี้

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นมาตรการที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยหรือรายกลาง เป็นเครื่องมือคล้ายกับฟอร์เวิร์ดเรต แต่เป็นการซื้อออปชั่นไว้ล่วงหน้าเหมือนกับการซื้อประกันความเสี่ยงค่าเงินอีกประเภท สมมติถ้าจะมีรายได้ที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเข้ามาในอีก 3 เดือนข้างหน้า 1 แสนล้านดอลลาร์ ก็ไปจองเรตไว้ที่ 33.30 บาท/ดอลลาร์

พอผ่านไปอีก 3 เดือน ค่าเงินบาทเป็น 34 บาท ก็อาจทิ้งไปไม่ใช้ก็ได้ แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแต่เป็นค่าธรรมเนียมที่ถูกลง เพราะ สสว.จะเข้ามาช่วยจ่ายบางส่วน ถือเป็นการฝึกให้ ผู้ประกอบการได้บริหารจัดการความเสี่ยง พร้อมๆ กับการให้ความรู้ความเข้าใจ เนื่องจากเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงนั้นมีหลายประเภทมาก

ทั้งนี้ ธปท.ระบุว่า ที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่ามาจากหลาปัจจัย 1) ความมั่นใจเศรษฐกิจสหรัฐรวมทั้งปัญหาการเมืองของสหรัฐ ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า แต่สกุลอื่นรวมทั้งเงินบาท แข็งค่า 2) ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูง ปี 2559 เกินดุประมาณ 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่เชื่อว่าในอนาคตถ้ามีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น การเกินดุลจะลดลงได้ 3) ในช่วงปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) บางรายการเข้ามาในไทยพร้อมกัน บวกกับมีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลีทำให้เงินบางส่วนเลือกมาที่ไทยแทน

"เพราะมีหลายปัจจัยใจที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สั่งติดตามพัฒนาการของเงินบาทอย่างใกล้ชิด แต่ถ้าดูจากปริมาณการเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและบอนด์มีประมาณ 10% ของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเท่านั้น จึงไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น แต่การแข็งค่ามาจากปัจจัยในต่างประเทศและคาดเดาได้ยากมาก เรื่องการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องสำคัญจึงต้องการให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินนั้น ควรทำประกันความเสี่ยงค่าเงินไว้เสมอให้เป็นเรื่องปกติ เนื่องจากในระยะต่อไปความผันผวนจะยัง สูงขึ้น" วิรไท กล่าว

ด้าน สันติธาร เสถียรไทย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย บริษัทเครดิตสวิส ระบุว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าไปอยู่ที่ระดับ 32.50 บาท/ดอลลาร์ ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งแข็งค่ามากเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่ถ้าดูเทียบกับสกุลในภูมิภาคก็แข็งค่าไม่มากนัก แม้จะแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินประเทศเพื่อนบ้านบ้าง แต่ไม่ได้มากจนทำให้มีผลต่อความสามารถในการแข่งขัน ทำให้มีผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการที่อยู่ในรูปดอลลาร์ที่นำมาแปลงเป็นเงินบาทน้อยลง กลายเป็นปัญหาทำให้ ธปท.ออกมาส่งสัญญาณว่ากังวลต่อภาวการณ์การแข็งค่าของเงินบาท และอาจมีการออกมาตรการมาดูแล ค่าเงินเพิ่มเติม

แต่การที่จะมีมาตรการออกมา เพิ่มเติมในตลาดเพื่อดูแลการเก็งกำไรค่าเงินของนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่มาก ค่อนข้างมีเสถียรภาพ และอยู่ในภาวะที่ภาคการเงินมีความผันผวนต่ำจากปัจจัยต่างๆ ที่เคยคาดกันว่าจะเกิดขึ้นในตลาดโลกได้ผ่านไปแล้ว ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกนำเงินเข้ามาลงทุนแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในไทยน้อยอยู่แล้วเมื่อเทียบกับการเข้ามาลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน

สุดท้ายแล้วในภาวะเช่นนี้ แม้ภาครัฐจะกังวลและห่วงผลกระทบเกี่ยวกับค่าเงินบาทที่จะมีต่อการส่งออก ก็คงไม่สามารถเข้ามาอุ้มได้เต็มตัว เพราะต้องให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้ในการปรับตัวด้วยเช่นกัน เพราะการที่มีปัญหากู้เงินไม่ได้ เข้าไม่ถึงสินเชื่อ ก็มาร้องให้ภาครัฐช่วย ดอกเบี้ยเงินกู้แพง ก็มาร้องให้ช่วย ขาดนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่รู้เทคโนโลยีที่จะผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก การหาตลาด ฯลฯ ซึ่งการร้องขอความ ช่วยเหลือเกือบทุกอย่างถึงจะดีใน ระยะสั้น แต่อีกด้านก็มีผลด้านลบที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่ปรับตัวในการแข่งขันได้เช่นกัน

การยื่นมือเข้าช่วยเหลือบ้างของนโยบาย หรือหน่วยงานภาครัฐในบางจังหวะ หรือช่วยเพียงบางส่วนจึงเป็นทางออกที่ลงตัวในการพยุงรายย่อยให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ แต่การจะให้อุ้มเต็มตัวไปตลอดผู้ประกอบการคงไม่ได้เรียนรู้ที่จะดูแลความเสี่ยงที่เป็นเรื่องปกติ ที่ควรทำในการค้าที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน เหมือนกับการขับรถยนต์ก็ต้องมีการซื้อประกันเพื่อคุ้มครองไว้ดูแลยามเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด มัวมานั่งรอให้ทางการเข้าไปช่วยเหลือตลอดในระยะยาวคงไม่ดีแน่ เพราะในยุคการแข่งขันที่ไร้พรมแดน การมีความรู้ความเข้าใจ และมีความสามารถในการแข่งขันนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นการพบกันครึ่งทางของมาตรการช่วยเหลือจึงถือว่าลงตัว แต่ก็ไม่ควรทำเป็นการถาวร เพราะดูเหมือนจะไม่ส่งผลดีต่อทุกฝ่ายในระยะยาว n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท