posttoday
พรบ.หลักทรัพย์ฯ ฉบับที่ 5 ตอน ใช้ข้อมูลอย่างไรให้ Work!

พรบ.หลักทรัพย์ฯ ฉบับที่ 5 ตอน ใช้ข้อมูลอย่างไรให้ Work!

16 สิงหาคม 2560

ปริย เตชะมวลไววิทย์ ฝ่ายสื่อสารองค์กรและส่งเสริมความรู้ผู้ลงทุนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ในครั้งที่แล้ว ผมเล่าถึงหัวใจสำคัญของการแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ฉบับที่ 5 เพื่อเพิ่มความคุ้มครอง และป้องกันไม่ให้ผู้ลงทุนถูกเอาเปรียบ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้กฎหมาย ซึ่งจะทำให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ทำผิดรวดเร็วมากขึ้น เริ่มจากเรื่อง "ข้อมูลภายในเรื่องใกล้ตัวที่ควรรู้" ในครั้งนี้ ผมจะเล่าเรื่องการใช้ข้อมูลภายในซึ่งก่อให้เกิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์กันต่อนะครับ

ปริย เตชะมวลไววิทย์ ฝ่ายสื่อสารองค์กรและส่งเสริมความรู้ผู้ลงทุนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ในครั้งที่แล้ว ผมเล่าถึงหัวใจสำคัญของการแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ฉบับที่ 5 เพื่อเพิ่มความคุ้มครอง และป้องกันไม่ให้ผู้ลงทุนถูกเอาเปรียบ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้กฎหมาย ซึ่งจะทำให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ทำผิดรวดเร็วมากขึ้น เริ่มจากเรื่อง "ข้อมูลภายในเรื่องใกล้ตัวที่ควรรู้" ในครั้งนี้ ผมจะเล่าเรื่องการใช้ข้อมูลภายในซึ่งก่อให้เกิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์กันต่อนะครับ

ความเชื่อมั่นในตลาดทุนจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อผู้ลงทุนทั่วไปได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนที่ถูกต้อง กฎหมายจึงคุ้มครองให้ข้อมูลที่เปิดเผยต่อประชาชนต้องเป็นความจริงเท่านั้น โดยในส่วนของบุคคลที่เป็นผู้เปิดเผยข้อมูล กฎหมายมุ่งไปที่คนที่ผู้ลงทุนให้ความเชื่อถือ เช่น กรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน นักวิเคราะห์ หรือกูรูหุ้นที่มีชื่อเสียง เพราะข้อมูลจากบุคคลเหล่านี้อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุนหรือราคาหลักทรัพย์ได้ ยกตัวอย่าง นาย ก. เป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียน XYZ โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตอนนี้บริษัทได้รับออร์เดอร์พิเศษเป็นจำนวนมาก แต่บริษัทไม่ได้มียอดออร์เดอร์ตามที่โพสต์ไว้ กรณีนี้นาย ก. อาจเข้าข่ายมีความผิดในลักษณะเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงจนอาจทำให้ผู้ลงทุนตัดสินใจลงทุนผิดพลาดได้

ด้วยเหตุนี้ กรรมการหรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนก็จะต้องระมัดระวังในการให้ข้อมูลมากขึ้น เช่นเดียวกันข้อมูลที่นักวิเคราะห์ได้รับก็น่าจะเป็นข้อมูลเดียวกับที่บริษัทได้เปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไปผ่านระบบสารสนเทศของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นช่องทางการเปิดเผยข้อมูลในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ก.ล.ต.อยู่ระหว่างจัดทำคู่มือเพื่อให้บริษัทจดทะเบียนสามารถใช้เว็บไซต์ของตนเองที่มีลักษณะตามที่กำหนดเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเปิดเผยข้อมูลสู่ประชาชนได้ คอยติดตามกันนะครับ

ในด้านของนักวิเคราะห์เอง หากนักวิเคราะห์ได้รับข้อมูลที่มีสาระสำคัญ และยังไม่ได้เปิดเผยต่อประชาชน นักวิเคราะห์จะต้องไม่นำข้อมูล ดังกล่าวมาใช้ เพราะอาจเข้าข่ายมีความผิดเรื่องการใช้ข้อมูลภายในได้ตามที่ผมกล่าวไว้ในตอนที่แล้ว เช่น นาย ข. เป็นนักวิเคราะห์ได้รับข้อมูลจากผู้บริหารบริษัท XYZ ว่า บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 150 ล้านบาทสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มีนัยสำคัญของบริษัท XYZ และข้อมูลดังกล่าวก็ยังไม่ได้เปิดเผยต่อประชาชน นาย ข. คาดว่าราคาหุ้นน่าจะเพิ่มสูงขึ้น จึงได้นำข้อมูลนี้ไปบอกแก่ญาติสนิทและญาติได้ไปซื้อหุ้น XYZ ไว้ อย่างนี้ นาย ข. และญาติอาจเข้าข่ายมีความผิดได้ทั้งคู่ เพราะเป็นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อประชาชน

สำหรับการคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ผู้บริหารหรือนักวิเคราะห์อาจสงสัยว่ายังสามารถทำได้ตามปกติหรือไม่ ผมขอเรียนว่ายังทำได้ตามปกติครับ เช่น การ คาดการณ์ยอดขาย กำไร หรือกำลังการผลิตทั้งปี ซึ่งเป็นการพูดข้อมูลในระยะยาวๆ และไม่ได้ไปกระทบกับราคาโดยทันที แต่ผู้ที่ออกมาวิเคราะห์หรือคาดการณ์ต้องใช้ข้อมูลที่เป็นความจริง ครบถ้วนตามที่มีอยู่ ไม่บิดเบือน และได้พิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของข้อมูลแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถเปิดเผยผลการวิเคราะห์หรือ คาดการณ์นั้นต่อประชาชนได้ ยกตัวอย่าง นาย ค. เป็นนักวิเคราะห์ได้รู้ข้อมูลราคาเป้าหมายบริษัทจดทะเบียน XYZ จากกลุ่มเพื่อนคุยโทรศัพท์ทางโปรแกรมไลน์ และนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ผลสรุปให้ราคาเป้าหมายเป็นราคาเดียวกับที่ได้รับข้อมูลมา และเปิดเผยบทวิเคราะห์ต่อประชาชนทันที โดยไม่ได้ตรวจสอบความมีอยู่จริงของข้อมูล รวมทั้งไม่ได้พิจารณาว่าแหล่งที่ได้รับข้อมูลมานั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ อันนี้ นาย ค. อาจเข้าข่ายมีความผิดได้ เพราะหลักใหญ่คือนักวิเคราะห์จะต้องตรวจสอบแหล่งข้อมูล ใช้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และไม่บิดเบือนข้อมูล ซึ่งเป็นหลักตามมาตรฐานวิชาชีพที่นักวิเคราะห์จะต้องปฏิบัติอยู่แล้วเป็นปกติ ไม่ว่าจะมีกฎหมายใหม่หรือไม่ก็ตามครับ

อย่างไรก็ดี หากการวิเคราะห์หรือคาดการณ์เป็นไปตามหลักการที่กล่าวข้างต้นแล้ว แม้ในอนาคตผลที่เกิดขึ้นจะไม่ตรงกับที่วิเคราะห์หรือคาดการณ์ไว้ เช่น บริษัทนำข้อมูลทิศทางอัตราเงินเฟ้อมาใช้ประกอบการคาดการณ์ แต่ต่อมาภายหลังปรากฏว่าข้อมูลอัตราเงินเฟ้อมีความคลาดเคลื่อน ก็ไม่ได้แปลว่าบริษัททำผิดพลาดไปด้วย หรือกรณีที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นการวิเคราะห์บนข้อเท็จจริง ณ ขณะนั้น แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันและมีผลกระทบกับตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ ก็ไม่ถือว่ามีความผิดนะครับ ดังนั้น จึงควรเก็บข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์หรือคาดการณ์ไว้เป็นหลักฐานด้วยทุกครั้งนะครับ

พื้นที่หมดอีกแล้ว ครั้งหน้าผมจะมาเล่าประเด็นอื่นๆ ใน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ใหม่ให้ฟังกันต่อ รอติดตามนะครับ

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล