
การเมืองงวด รัฐเร่งเดินหน้าประเทศ
ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยหากสังเกตจะเห็นว่าในช่วงเข้าโค้งสุดท้ายของปีนี้ รัฐบาลเร่งรัดโครงการขับเคลื่อนแผนงานต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ซึ่งได้มีการโหมโรงสัญญากับประชาชนไว้ในช่วงที่ คสช.เข้าช่องทางพิเศษมาเป็นรัฐบาล มีการเร่งขับเคลื่อนหลายโครงการเพื่อนำร่องรองรับการเมืองในอนาคต แสดงให้เห็นถึงการเมืองกำลังงวดเข้ามาทุกที
ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
หากสังเกตจะเห็นว่าในช่วงเข้าโค้งสุดท้ายของปีนี้ รัฐบาลเร่งรัดโครงการขับเคลื่อนแผนงานต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ซึ่งได้มีการโหมโรงสัญญากับประชาชนไว้ในช่วงที่ คสช.เข้าช่องทางพิเศษมาเป็นรัฐบาล มีการเร่งขับเคลื่อนหลายโครงการเพื่อนำร่องรองรับการเมืองในอนาคต แสดงให้เห็นถึงการเมืองกำลังงวดเข้ามาทุกที
เริ่มจากนโยบายปฏิรูปประเทศในช่วงปลายปี 2557 ซึ่ง คสช.เข้ามาเป็นรัฐบาลมีการเข็น สปช. หรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีการสรรหาผู้มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชนให้เข้ามาทำหน้าที่จัดทำข้อเสนอแนะด้านการปฏิรูป ที่สำคัญร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ ที่ถูกคนตั้งตีตกไปและดูว่าการขับเคลื่อนของ สปช.อืดอาดไม่ถูกใจ นำไปสู่การถูกยุบ ต่อมาในเดือน ต.ค. 2558 มีการตั้ง สปท. หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งงวดนี้ คสช.เลือกคนอย่างพิถีพิถัน ส่วนใหญ่เป็นอดีตทหารและข้าราชการ ผลงานเด่นคือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ฉบับอาจารย์มีชัย ส่วนด้านอื่นๆ เป็นงานกระดาษส่งให้นายกฯ แล้วส่งต่อให้แต่ละกระทรวงไปขับเคลื่อนส่วนใหญ่คงไม่ไปถึงไหน
โครงการที่รัฐบาลออกมาเร่งรัดในช่วงนี้เกี่ยวกับเร่งรัดเดินหน้ารถไฟฟ้า เช่น สายสีม่วง ซึ่งเดิมคิดกันอย่างไรไม่รู้ ด้วนขาดไม่เชื่อมกันอยู่ 1 กม. ถึงขั้นต้องใช้มาตรา 44 ลงมือเพิ่งเปิดใช้เมื่อต้นเดือน ส.ค.นี่เอง อีกเส้นคือสายสีเหลือง เพิ่งลงนามไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ใช้งบ 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ลงนามก่อสร้างเส้นสีส้มงบ 8.3 หมื่นล้านบาท อีกทั้งในเดือนนี้มีการอนุมัติเส้นทางรถไฟไฮสปีดเทรน กทม.-โคราช งบ 1.8 แสนล้านบาท นัยจะให้มีการลงนามสัญญากับจีนภายในเดือน ก.ย.
สิ่งที่รัฐบาลเร่งทำในโค้งสุดท้ายสำหรับปีนี้คือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ครม.มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ส่วนใหญ่เป็นขาเก่ารู้ใจกันเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเป็นการเตรียมรับลูกแผนงานต่างๆ ซึ่ง คสช.ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ โดยให้ไปจัดทำแผนปฏิบัติการและยุทธศาสตร์ชาติแบบเบ็ดเสร็จไปถึงปี 2580 หลายคนดูอายุอานามทำแผนเสร็จแล้วคงต้องไปดูผลในชาติหน้า
ตามมาติดๆ สองวันนี่เอง นายกฯ มีคำสั่งตั้งกรรมการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 นายกฯ เข้ามาเป็นประธาน และกำหนดไว้เลยว่าตำแหน่งนี้นายกรัฐมนตรีทุกสมัยต้องเข้ามาเป็นประธานโดยตำแหน่ง นอกนั้นมีกรรมการมาจากปลัดกระทรวงต่างๆ และหัวหน้าหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักธุรกิจระดับบิ๊กของประเทศเข้ามาร่วมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิกำหนดกรอบในการขับเคลื่อนแผนงาน
ส่วนตัวแล้วผมสนับสนุนนโยบายนี้ ถึงแม้จะดูเลื่อนลอยและออกไปในแนวเชิงวิสัยทัศน์ แต่ประเทศไทยขาดนโยบายเชิงรุกเป็นแผนระยะยาวมานานแล้ว เพียงแต่กรรมการชุดนี้ปรับแต่งอย่าให้เว่อร์ไป ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และอย่าเน้นเนื้อหาวิชาการจนปฏิบัติไม่ได้ หน่วยงานรัฐต่างๆ กำลังมึนว่าจะเดินหน้ากันอย่างไร ช่วงต้นปีเร่งให้ออกยุทธศาสตร์ต่างก็เขียนออกมาโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า 4.0 คืออะไร ไม่เป็นไรครับ หากไม่เริ่มต้นนับหนึ่งก็คงไม่ไปถึงไหน ที่สำคัญไทยแลนด์ 4.0 สิ่งที่ยากที่สุดในการขับเคลื่อนคือการปรับเปลี่ยนแนวคิด หรือมายด์เซต (Mindset) ของข้าราชการเกี่ยวข้องทั้งกฎหมาย ข้อบังคับ รวมทั้งวัฒนธรรม-จารีตที่ฝังลึกเป็นศตวรรษ แก้ตรงนี้ไม่ได้ก็ไม่ไปถึงไหน
อีกด้านที่มีความสำคัญคือการเซตซีโร่ กกต. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าจะไปขัดกับแนวทางรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. เมื่อต้นเดือน ส.ค. สนช.ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นผ่านมติยุบ กกต. หลังจากที่หน่วยงานนี้ดูแลการเลือกตั้งต่อเนื่องมา 19 ปี โดยก่อนหน้านี้ได้มีการยกเลิก กกต.จังหวัด ให้ใช้ผู้ตรวจการเลือกตั้งทำหน้าที่แทน นัยการเซตซีโร่ "กกต." คงหนีไม่พ้นเพื่อให้การเลือกตั้งที่ (หาก) จะมีในปีหน้าต้องการคนใหม่มาใช้กติกาใหม่ เช่น ระบบไพรมารีโหวต และเปลี่ยน กกต.จากเดิมมี 5 ท่าน เปลี่ยนเป็น 7 ท่าน ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่าสเปกจะเป็นอย่างไร
ด้านเศรษฐกิจล่าสุดรัฐบาลอาจใช้มาตรา 44 เร่งการลงทุนของเอกชน โดยตั้งเป็นกองทุนร่วมลงทุนสนับสนุนกลุ่มสตาร์ทอัพ โดยกระทรวงการคลังจะมีการออกเป็นกฎหมายเพื่อให้เอกชนเร่งการลงทุน เนื้อหาให้ครอบคลุมทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติและทุน รายย่อย เหตุผลหลักเพราะการลงทุนของไทยกลายเป็น "คนป่วยของอาเซียน" ซึมยาวต่อเนื่องมาหลายปี การลงทุนจริงต่ำกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติหายไปถึงร้อยละ 40 แต่สิ่งที่รัฐพึงเข้าใจการลงทุนของเอกชนไม่สามารถใช้กฎหมายอะไรไปเร่งให้เกิดการลงทุน หากเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ลงทุนแล้วไม่เจ๊ง เห็นกำไร ไม่มีความเสี่ยงเอกชนเขาลงทุนกันเองไม่ต้องห่วง
สุดท้ายเพราะเนื้อที่กระดาษหมด คงต้องจับตาแบบไม่กะพริบถึงผลตัดสินของศาลคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ในวันศุกร์ที่กำลังจะถึงนี้ กองเชียร์มากน้อยคงไม่ใช่ประเด็น เพราะคงมาช่วยซับน้ำตาให้กำลังใจ เพราะคนระดับอดีตนายกรัฐมนตรีขึ้นศาลไม่มีคนเห็นใจคงเป็นเรื่องแปลก แต่ผลคำตัดสินของศาลไม่ว่าจะด้านใดถึงแม้จะอุทธรณ์ได้ ล้วนแต่มีผลกระทบชี้ชะตาการเมืองไทยแน่นอน คนที่ระทึกใจคงไม่ใช่มีแต่คุณยิ่งลักษณ์ แต่หลายคนที่มีอำนาจคงลุ้นอยู่เหมือนกัน...จริงไหมครับ n
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)







