
เจรจานาฟต้าใหม่ สร้างฐานค้าเสรียุคทรัมป์
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์หลายชาติที่ต้องการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับสหรัฐ ต่างก็ต้องจับตาการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเจรจาดังกล่าวเป็นการเจรจาใหม่ภายใต้ "บรรทัดฐานใหม่" นโยบายการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
หลายชาติที่ต้องการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับสหรัฐ ต่างก็ต้องจับตาการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเจรจาดังกล่าวเป็นการเจรจาใหม่ภายใต้ "บรรทัดฐานใหม่" นโยบายการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ
ทรัมป์ ต้องการลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับหลายประเทศทั่วโลก และประกาศจะเจรจาการค้าใหม่เพื่อให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นไปอย่าง "ยุติธรรม" มากขึ้น เพื่อให้สหรัฐได้ประโยชน์จากการค้าเสรี
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) เปิดเผยจุดประสงค์ในการเจรจานาฟต้าใหม่เมื่อเดือน ก.ค. สำหรับการเจรจาระหว่างวันที่ 16-20 ส.ค.นี้ โดยมีการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น เช่น การบรรจุด้านเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าไปในจุดมุ่งหมายการเจรจา หลังข้อตกลงนาฟต้าเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อ 23 ปีก่อน ซึ่งโทรศัพท์มือถือยังไม่แม้แต่จะแพร่หลาย
รายละเอียดในส่วนของเศรษฐกิจดิจิทัลยังเปิดเผยออกมาไม่มากนัก โดยระบุเพียงว่าสหรัฐจะเรียกร้องให้ไม่มีการเก็บภาษีสินค้าที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เช่น อี-บุ๊ก หรือไฟล์ภาพ หากมีการซื้อขายข้ามประเทศในเขตอเมริกาเหนือ ได้แก่ สหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก และจะไม่ให้แต่ละประเทศจำกัดการไหลของข้อมูล รวมถึงรัฐบาลทั้งหลายจะต้องไม่เลือกปฏิบัติกับประเทศใดประเทศหนึ่ง
นอกจากนี้ ในจุดประสงค์ดังกล่าวยังรวมไปถึงการปั่นค่าเงินที่สหรัฐจะไม่ยอมให้ประเทศใดประเทศหนึ่งใช้นโยบายการเงินเพื่ออ่อนค่าเงินเอื้อกับการส่งออก รวมถึงด้านการลงทุนจะต้องยกเลิกอุปสรรคอย่างเท่าเทียมกัน
แต่ประเด็นที่กำลังตกเป็นเป้าสายตามากที่สุดคือ "กฎแหล่งกำเนิดของสินค้า"
กฎแหล่งกำเนิดของสินค้า (Rules of Origin) เป็นกฎที่ตั้งขึ้นในข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อจำแนกสินค้าและบริการที่จะผ่านเข้าในประเทศที่มีค้าเสรีระหว่างกันอย่างเสรีและปลอดภาษี โดยในกฎนาฟต้าเดิมนั้น กำหนดว่าสินค้าหรือบริการที่ใช้วัตถุดิบ วัสดุ และแรงงานจากในประเทศสมาชิกเกิน 50% จะถือว่ามาจากประเทศสมาชิก นาฟต้า
กฎดังกล่าวอยู่ในข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐกับประเทศอื่นๆ และประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษในตอนนี้คือ เกาหลีใต้ ที่นอกจากจะมีข้อตกลงการค้าเสรีของสหรัฐแล้ว ยังเป็นประเทศที่ทรัมป์ยกเป็นตัวอย่างยาม หาเสียงเรื่องการค้าขาดดุล และยังจะมีการเจรจาการค้าเสรีใหม่กับสหรัฐในสัปดาห์นี้
"ทุกประเทศที่คิดจะเจรจาการค้าทวิภาคีกับสหรัฐจะต้องจับตานาฟต้าครั้งนี้ว่าจะออกมาทิศทางใด" เดโบราห์ เอลม์ส ผู้อำนวยการบริหารของเอเชียน เทรด เซ็นเตอร์ กล่าว
การต้องกำหนดกฎดังกล่าวเนื่องมาจากสินค้าไม่ได้ประกอบขึ้นเสร็จสมบูรณ์ในประเทศเดียว เช่น ค่ายรถยนต์ของสหรัฐมักใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศอื่นซึ่งมีค่าแรงถูกกว่า ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐสามารถประหยัดต้นทุนในการผลิตรถยนต์ได้ และทำให้อุตสาหกรรมของสหรัฐเจริญรุ่งเรือง รวมถึงสามารถแข่งขันกับรถยนต์ที่มีต้นทุนการผลิตถูกกว่าทั้งจากยุโรปและจีนได้
อย่างไรก็ตาม สหรัฐต้องการเปลี่ยนแปลงกฎดังกล่าว เนื่องจากสร้างการขาดดุลการค้าให้กับสหรัฐ โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า สหรัฐขาดดุลการค้าด้านยานพาหนะและชิ้นส่วนรถยนต์มากถึง 7.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.4 ล้านล้านบาท) กับเม็กซิโก และขาดดุลกับแคนาดามากถึง 5,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.8 แสนล้านบาท)
การขาดดุลดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลทรัมป์ โดย โรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงกฎดังกล่าวว่า สหรัฐต้องการให้เพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบ วัสดุ และแรงงานที่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินการเข้าข่ายปลอดภาษี ซึ่งต้องใช้ของอเมริกันมากถึง 62.5% สำหรับยานพาหนะ และ 60% สำหรับชิ้นส่วน
"ผมต้องการพูดให้ชัดเลยว่า ทรัมป์ไม่ได้ต้องการเพียงแค่แก้ไขบทบัญญัติไม่กี่ข้อ หรือแก้เพียงบางมาตราให้ทันยุคสมัยเท่านั้น โดย พื้นฐานแล้วนาฟต้าสร้างความผิดหวังให้คนอเมริกันจำนวนมาก และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขครั้งใหญ่" ไลท์ไฮเซอร์ กล่าว โดยระบุว่านาฟต้ายังเปิดทางให้การโอนย้ายงานไปยังทางตอนใต้หรือในเม็กซิโกเพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลง ส่งผลให้คนอเมริกันตกงานมากถึง 7 แสนคน
แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนอกจากจะเป็นการลดการค้าขาดดุลแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในสหรัฐอีกด้วย แต่ก็เผชิญกับเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย เนื่องจากเกรงว่าการขึ้นสัดส่วนดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนในการนำเข้าชิ้นส่วนเข้ามาในสหรัฐสูงขึ้น กระทบกับซัพพลายเชน และทำให้เสียเปรียบการแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นในยุโรปและเอเชีย
จึงไม่แปลกที่การเจรจารอบนี้จะไม่ง่ายนัก และกำลังเผชิญกับแรงต้านจากทั้งในด้วยตัวอุตสาหกรรมรถยนต์เอง และจากประเทศสมาชิกอีก 2 ชาติที่เหลือ ได้แก่ เม็กซิโกและแคนาดา
"บรรดาผู้ทำหน้าที่เจรจาจะต้องคำนึงถึงความสำเร็จของอุตสาหกรรมรถยนต์ระหว่างกำลังทำให้ข้อตกลงเป็นสมัยใหม่" จอห์น บอซเซลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของสมาคม ผู้ผลิตรถยนต์โลก กล่าวและระบุว่า นาฟต้าช่วยให้อุตสาหกรรมรถยนต์ขยายตัว และในแต่ละปีมีรถยนต์มากกว่า 1 ล้านคันประกอบขึ้นในสหรัฐ
ขณะที่แคนาดาและเม็กซิโก แม้จะเห็นด้วยว่าข้อตกลงอายุ 23 ปีนี้ควรได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น แต่ก็ยังคงปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ข้อตกลงดังกล่าวช่วยสร้างให้ตลอดมา
อิลเดฟอนโซ กูเอจาโด รัฐมนตรีเศรษฐกิจเม็กซิโก กล่าวว่า เป้าหมายของการเจรจาควรเป็นการยกระดับ ข้อตกลงเพื่อให้ข้อตกลงส่งผลประโยชน์ ไม่ใช่สร้างปัญหา โดยในการประชุมครั้งนี้คาดจะเป็นการกำหนดกรอบแผนงานและชี้ชัดจุดยืนของแต่ละฝ่าย ก่อนการประชุมครั้งต่อไปในเดือนหน้า
นอกเหนือจากประเด็นการเรียกร้องของสหรัฐแล้ว การเรียกร้องของแคนาดา ซึ่งเตรียมพร้อมปกป้องสินค้าสัตวปีกและผลิตภัณฑ์จากนมในประเทศ ก็สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ผลิตสหรัฐที่แคนาดาปิดรับสินค้าดังกล่าว
การเจรจาการค้าเสรีครั้งนี้ หากประสบความสำเร็จจะกลายเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสหรัฐในยุคของทรัมป์ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น "นาฟต้า" ยังคงต้องการการเจรจาอีกมาก n







