
กระแส 14 ตุลา 16 จะปลุกขึ้นไหม?
ทวี สุรฤทธิกุลตอบว่า "ยาก" เพราะบริบทต่างๆ นั้นต่างกัน
ทวี สุรฤทธิกุล
ตอบว่า "ยาก" เพราะบริบทต่างๆ นั้นต่างกัน
ผู้เขียนตั้งประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะมีผู้วิเคราะห์ว่า การที่มีอาจารย์กลุ่มหนึ่งร่วมลงรายชื่อในประเด็นที่เป็นกระแสสังคม 2 เรื่อง คือ เรื่องที่ คสช.ใช้มาตรา 44 เข้ามาจัดการปัญหาผู้บริหารในมหาวิทยาลัยของรัฐ กับเรื่องการตั้งกรรมการสอบเอาผิดนิสิตจุฬาฯ ที่ไปก่อกวนในพิธีสักการะพระบรมรูปสองรัชกาล ซึ่งเป็นอาจารย์กลุ่มเดียวกันนั้น เป็นความพยายามที่จะก่อกระแส 14 ต.ค. 2516 เพื่อล้มล้างรัฐบาลทหารและ คสช.
ผู้เขียนไม่เชื่อว่านักวิชาการกลุ่มนี้จะมีเจตนาร้ายต่อ คสช.ถึงขนาดนั้น โดยมองในแง่ดีว่าพวกเขาคงจะต้องการแสดงจุดยืนบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นความเชื่อโดยพื้นฐานทางวิชาชีพของการเป็นครูบาอาจารย์ที่ต้องการจะ "ชี้นำ" หรือเป็นสติปัญญาให้แก่สังคม ดังที่กลุ่มปัญญาชนในยุค 14 ตุลา 16 เคยกระทำไว้
สำหรับคนรุ่นใหม่ รวมถึงคนรุ่นเก่าที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2516 อาจจะมองไม่เห็นความสำคัญของเหตุการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น จึงขออนุญาตที่จะเล่าถึง "ปรากฏการณ์" ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวพอสังเขป เพื่อให้ท่านเหล่านั้นได้ทราบว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลต่อการเมืองไทยในช่วงเวลานี้ รวมถึงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นอย่างไร
ก่อนอื่นต้องขออธิบายถึง "บริบท" ซึ่งก็คือ สภาพแวดล้อมทางการเมืองและสังคมที่เป็นตัวกำหนดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมทั้งหลายตามมา ซึ่งในยุคนั้นบริบททางด้านการทหารนับว่ามีความตึงเครียดมาก อันเนื่องมาจากสังคมไทยถูกครอบงำอยู่ภายใต้ "ระบอบนายทุนขุนศึก" ที่ทหารพยายามจะครอบงำและแสวงหาอำนาจทางการเมืองอยู่อย่างแข็งกร้าว ด้วยการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ นับตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อเนื่องมาจนถึงยุคจอมพลถนอม กิตติขจร
สังคมไทยยุคนั้นแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว อย่างชัดเจน คือ ขั้วผู้ปกครองกับขั้วผู้ถูกปกครอง ซึ่งขั้วที่เป็นผู้ปกครองนั้นครอบครองทรัพยากรอำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจไว้อย่างเด็ดขาด ในขณะที่ขั้วของผู้ถูกปกครองถูกปิดกั้นไม่ให้มีส่วนร่วมทางการเมืองและปิดกั้นโอกาสทางเศรษฐกิจ ปัญญาชนในยุคนั้น ซึ่งก็คือ อาจารย์มหาวิทยาลัยได้แพร่ขยายความคิดที่จะต่อต้านและต่อสู้กับระบอบเผด็จการดังกล่าวไปสู่นักศึกษาและประชาชน ทั้งด้วยการบรรยายในชั้นเรียน การประชุมสัมมนา และการสื่อสารผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ จนกระทั่งในปี 2515 ก็มีการชุมนุมประท้วงต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นที่ทำเนียบรัฐบาล ตามมาด้วยกรณีเฮลิคอปเตอร์ของทางราชการที่ไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวรตกพร้อมซากสัตว์ที่ล่าได้จำนวนมากในตอนต้นปี 2516 นำมาซึ่งการรวมกลุ่มของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ตามมาด้วยการชุมนุมของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีการให้นักศึกษาที่เป็นแกนนำในการชุมนุมพ้นสถานภาพ
จากนั้นก็มีนักศึกษาออกไปแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญแล้วถูกจับกุมในตอนต้นเดือน ต.ค. 2516 ตามมาด้วยการชุมนุมที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนผู้ชุมนุมเพิ่มมากขึ้นจนเต็มสนามฟุตบอลหน้าตึกโดม แล้วเดินขบวนออกมาตามถนนราชดำเนินในตอนเที่ยงของวันที่ 13 ไปสิ้นสุดที่ลานพระรูปทรงม้า แล้วมีอีกส่วนหนึ่งมาชุมนุมที่ข้างพระตำหนักสวนจิตรลดา โดยรัฐบาลก็ยอมที่จะให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 6 เดือน แต่พอนักศึกษาที่มาชุมนุมกำลังแยกย้ายกันกลับบ้านในเช้าวันที่ 14 นั้น ก็เกิดปะทะกับตำรวจ ลุกลามกลายเป็นจลาจลไปตลอดวัน กระทั่งตอนเย็นจึงสงบลงด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานรัฐบาลใหม่ แทนที่รัฐบาลทหารที่สิ้นสุดอำนาจไป
ความสำเร็จของกระบวนการนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 เป็นผลมาจาก "การบ่มเพาะ" ความรู้สึก "คับแค้นใจ" ของสังคมมาเป็นเวลานาน ในขณะที่ผู้มีอำนาจ คือ ทหาร ไม่ได้สำเหนียกหรืออาจจะไม่ได้ระแวง ไม่คิดว่าพลังทางสังคมที่นำโดยนิสิตนักศึกษาจะสามารถต่อสู้กับอำนาจของกองทัพได้ ซึ่งบริบทนี้มีความแตกต่างจากสภาพของสังคมในปัจจุบัน ที่ทหารพยายามเข้าใจและตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ดีพอสมควร ใน ขณะที่คู่ต่อสู้ คือ นักวิชาการและนักศึกษาที่กำลังต่อต้านทหารอยู่ในขณะนี้ก็ไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้สึก "เกลียดทหาร" ได้ในวงกว้าง ทั้งยังถูกมองไปว่ามีความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองกลุ่มที่สูญเสียอำนาจและถูกสังคมล่าล้างมากว่า 10 ปี จึงขาดพลังในการบ่มเพาะดังกล่าว แต่ที่มีความแตกต่างจากการต่อสู้ของนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 อย่างสุดขั้ว ก็คือ "ความกล้าหาญอย่างบริสุทธิ์" ที่ยังไม่ปรากฏให้เห็นในหมู่แกนนำที่นำการต่อสู้กับทหารในครั้งนี้
กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ก็คือ สังคมยังไม่สนับสนุนกระแสการต่อต้านทหารในครั้งนี้ เพราะสังคมยังมองไม่เห็นอย่างชัดเจนว่าทหารมีความ "ชั่วช้า" อะไร ในขณะที่กลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้ต่อสู้นั้น สังคมก็ยังมีความเคลือบแคลงถึงความบริสุทธิ์ใจ ทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มคนที่เชิดชู "อธรรม" บางกลุ่มนั้นด้วย
ในเรื่อง "ธรรมะต่อสู้กับอธรรม" นี้มีเหตุการณ์ยืนยันอยู่ตลอดมาในการเมืองไทย ภายหลังที่นิสิตนักศึกษาขับไล่ทหารพ้นอำนาจไปได้ แต่นิสิตนักศึกษาก็คุมกันไม่ได้ มีการใช้เสรีภาพกันเกินขอบเขต บางส่วนมีแนวคิดไปในแนวสังคมนิยม รวมถึงที่มีการโกงเงินบริจาค ในที่สุดนิสิตนักศึกษาก็ถูกตราหน้าว่าเป็น "อธรรม" ขบวนการขวาพิฆาตซ้ายก็เกิดขึ้น แล้วทหารก็คืนสู่อำนาจได้ใหม่ในเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 จากนั้นก็ไม่มีใครเชื่อ "น้ำยา" ของขบวนการนิสิตนักศึกษาอีกเลย เช่นเดียวกันกับหลายครั้งที่ทหารทำรัฐประหารแล้วแก้ไขปัญหาของประเทศไม่ได้ หรือบางครั้งทหารก็โกงกินซะเอง ในที่สุดก็จะมีคนที่ต่อต้านออกมาขับไล่ ซึ่งในหลายๆ ครั้ง ก็คือ ทหารด้วยกันเอง ครั้งนี้อาจจะเป็นคนที่เคยหลงรักทหารนั้นก็เป็นได้ n







