
ส่องประวัติของ ‘ศากมูนี’ ในสายตามุสลิม
กรกิจ ดิษฐานวันนี้ผมเห็นคนแห่กันมาแชร์บทความเก่าเรื่องพุทธกับมุสลิมในอินเดีย เลยมีของแถมให้ ภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือประมวลจดหมายเหตุ (Jami' al-tawarikh) แต่งขึ้นโดยปราชญ์ชาวเปอร์เซียในศตวรรษที่ 13 ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกกลาง และยุโรป จนถึงการพิชิตโลกของชาวมองโกล หนึ่งในจดหมายเหตุว่าด้วยอินเดีย คือ พุทธประวัติของพระศากยมุนี (Shakmuni) เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1305
กรกิจ ดิษฐาน
วันนี้ผมเห็นคนแห่กันมาแชร์บทความเก่าเรื่องพุทธกับมุสลิมในอินเดีย เลยมีของแถมให้ ภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือประมวลจดหมายเหตุ (Jami' al-tawarikh) แต่งขึ้นโดยปราชญ์ชาวเปอร์เซียในศตวรรษที่ 13 ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกกลาง และยุโรป จนถึงการพิชิตโลกของชาวมองโกล หนึ่งในจดหมายเหตุว่าด้วยอินเดีย คือ พุทธประวัติของพระศากยมุนี (Shakmuni) เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1305
รอชิดุดดีน ผู้เขียนหนังสือประมวลจดหมายเหตุ กล่าวว่า สดับพุทธประวัติมาจากชาวพุทธในกัษมีระชื่อว่าท่านกมลศรี เนื้อความพุทธประวัติในตำรามุสลิมเรื่องนี้จึงแฝงหลักปรัชญาคร่าวๆ และพุทธพจน์แบบมหายาน กับบอกว่า พระศากยมุนีมีตำราเรียกว่า อภิธรรม เมื่อรวมเป็นชุดเรียกว่า กันจูร์ (ชาวทิเบตเรียกพระไตรปิฎกว่า กันจูร์) ตำรานี้แสดงถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างพุทธกับมุสลิม ที่ไม่มีแค่การฆ่าฟันทำลายล้าง แต่ยังมีการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง
ในศตวรรษต่อๆ มา หนังสือประมวลจดหมายเหตุเป็นแบบอย่างให้กับตำราจดหมายเหตุแถบเอเชียกลางอีกจำนวนหนึ่ง เช่น ชุมนุมจดหมายเหตุ (Majma' al-tavarikh) ของฮาฟิซ อิ อะบรู ซึ่งมีพุทธประวัติแทรกไว้พร้อมกับภาพประกอบ แม้จะแปลกหูแปลกตาไปบ้าง แต่พอเดาได้ว่าเป็นเรื่องของพระศากยมุนีพุทธเจ้า
เช่น ภาพพระนางสิริมหามายามีพระประสูติการพระมหาโพธิสัตว์ (พระศากยมุนี) ซึ่งแสดงท่าทางพิลึกกึกกือ เหมือนจะเลียนแบบภาพพระมหาโพธิสัตว์ประสูติจากสีข้างพระราชมารดา แต่คนวาดคงไม่ทราบว่าจะวาดอย่างไร เพราะคนทั่วไปล้วนแต่ออกมาจากช่องคลอดมารดาจึงวาดให้เป็นอย่างนั้น หรือภาพปรินิพพานที่เขียนให้พระพุทธองค์แต่งตัวอย่างชาวเอเชียกลาง ประทับไสยาสน์ในอาคารทรงมุสลิมเอเชียกลาง ในทำนองสุสานของผู้นำศาสนาคนสำคัญ
ที่น่าสนใจ ก็คือ เรื่องพุทธประวัติในจดหมายเหตุมุสลิมได้รับการบันทึกไว้ในช่วงที่มองโกลพิชิตทั่วหล้า ในทัพมองโกลมีทั้งพุทธ ศาสนาพ่อมดหมอผี คริสเตียน และมุสลิม ทำให้ศาสนาต่างๆ เริ่มหันมาเสวนาพาทีเรียนรู้กันและกันมากขึ้น ข่านมองโกลที่เป็นมุสลิมคงมีส่วนอย่างมากในการทำให้มุสลิมเข้าใจชาวพุทธในแง่มุมใหม่ที่มิใช่ "คนต่างศาสนาต้องกำราบให้พินาศสิ้น"
นอกจากพุทธประวัติแล้ว ยังมีตำราว่าด้วยการโต้วาทะทางปรัชญาระหว่างปราชญ์มุสลิมและพระสงฆ์พุทธ ซึ่งมันมากๆ เช่น ในตำราของอะลา อุดเดาลา สิมานี (Ala ud-Daula Simnani) ปราชญ์มุสลิมลัทธิศูฟี ชาวเปอร์เซียซึ่งเดินทางไปโต้วาทีกับพระภิกษุชาวอินเดีย ทิเบต ประเทศไซอิ๋ว (ซินเจียง) เพื่อที่จะชักจูงให้ท่านอาร์ฆุน ข่านชาวมองโกลคล้อยตามในศาสนาอิสลาม (แต่ท่านข่านนับถือพุทธอย่างเหนียวแน่น)
อนึ่ง ในยุคที่ชาวมองโกลตั้งราชวงศ์หยวนขึ้นที่จงหยวนแล้ว ราชสำนักหยวนได้จัดให้ชาวเอเชียกลาง หรือคนเผ่าตามีสี เป็นชนชั้นลำดับ 2 ในสังคมรองจากชาวมองโกล ซึ่งสูงกว่าชาวฮั่นเจ้าของพื้นที่เสียอีก อาณาจักรหยวนในเวลานั้น รุ่มรวยไปด้วยความหลากหลายทางศาสนา พุทธก็เติบโต อิสลามก็แพร่ขยาย คริสต์ก็ได้รับการอุปถัมภ์
หลักฐานสำคัญ ก็เช่น ศิลาจารึกของสุลัยมาน เป็น ศิลาจารึกสมัยราชวงศ์หยวน สร้างขึ้นโดยอ๋องแห่งซีหนิง ซึ่งเป็นชาวมองโกลและมีพระนามแบบมุสลิมว่า สุลัยมาน (ซู่ไหลหมาน/) สาเหตุที่ทรงใช้นามแบบมุสลิม คงเพราะเมืองซีหนิง ในชิงไห่ มีทั้งชาวพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกัน ศิลาจารึกนี้สลักมนต์ "โอม มณี ปัทเม หูง" เป็นอักษรชาติต่างๆ ในแผ่นดินมองโกล จำนวน 6 ชาติ คือ 1.อักษรรัญชนา ของชาวเนวาร์ ในเนปาล 2.อักษรทิเบต ของชาวทิเบต 3.อักษรอุยกูร์เก่า ของชาวอุยกูร์กลุ่มที่นับถือพุทธ 4.อักษรพักปะ อักษรประดิษฐ์ของอาณาจักรหยวน 5.อักษรทันกุต ของชาวซีเซี่ย และ 6.อักษรจีน ของชาวฮั่น
มนต์ "โอม มณี ปัทเม หูง" หรือที่ชาวทิเบตเรียกว่า มนต์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นมนต์สำคัญของพระพุทธศาสนามหายาน เชื่อกันว่ามีอานิสงส์เหลือคณานับ การที่อ๋องสุลัยมานทรงอุปถัมภ์การจารึกโพธิสัตว์มนต์นี้ แสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาและศาสนาอิสลามสามารถอยู่ร่วมกันภายใต้สถานการณ์ที่ยืดหยุ่น อย่างน้อยก็ภายใต้การปกครองของราชันผู้ใจกว้าง n







